มวยล้มต้มคนดู…? แกะรอยขบวนการทุจริตสอบ “ครูผู้ช่วย”

Pic_333907

“ทุจริตสอบครูผู้ช่วย”

เรื่องฉาวโฉ่ซึ่งสร้างรอยด่างให้กับ “แวดวงการศึกษาชาติ” อย่างหนักหนาสาหัสที่เกิดขึ้นหลังเปิดศักราชใหม่ ปี 2556 เพียงไม่กี่วัน

“ทีมข่าวการศึกษา” ขอทำหน้าที่ฉายภาพสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจต่อสังคมและร่วมกันจับตา การทำหน้าที่ตรวจสอบ รวมถึงการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษอย่างจริงจัง เพื่อกำจัดหนอนบ่อนไส้ให้หมดไปจากวงการศึกษาชาติ

วันที่ 13 ม.ค.56 คือวันที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำหนดให้มีการสอบเพื่อคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็น หรือมีเหตุพิเศษ ว 12 ในเขตพื้นที่การศึกษา และสำนักบริหารการศึกษาพิเศษ

แต่ก่อนถึงวันสอบเพียงไม่กี่วัน ก็เริ่มมีกระแสเล็ดลอดออกมาถึงความไม่ชอบมาพากลในการสอบครูผู้ช่วยโดยขบวนการที่พยายามกระทำการทุจริตมีเครือข่ายใหญ่อยู่ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นในที่สุดเมื่อเรื่องดังกล่าวเข้าหู นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการ ทำให้เกิดความกังวลใจเป็นอย่างมาก และแจ้งให้ ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ไปตรวจสอบ ด้วยหวังว่าจะ “ตัดไฟแต่ต้นลม”

หากพบความไม่ชอบมาพากล เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาบานปลาย

แต่เพียงชั่วข้ามคืน ก็ได้รับการยืนยันอย่างหนักแน่น จากผู้บริหาร สพฐ.ว่าจากการตรวจสอบไม่พบสิ่งผิดปกติ และระบุให้ต้องมีการเดินหน้าสอบครูผู้ช่วยตามกำหนดการเดิม โดยไม่ฟังเสียงทักท้วงจากนายเสริมศักดิ์ จนสุดท้ายเมื่อการสอบเป็นไปตามกำหนดการเดิม ก็เกิดกรณีการทุจริตขึ้นจริง จนเป็นเรื่องราวฉาวโฉ่ออกสู่สังคมในที่สุด

ทันทีที่ปรากฏมีการจับทุจริตในการสอบครูผู้ช่วยครั้งนี้ขึ้นจริง นายเสริมศักดิ์จึงแต่งตั้งนายพิษณุ ตุลสุข ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงการทุจริตสอบครูผู้ช่วยขึ้น เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบขบวนการทุจริตสอบครูผู้ช่วยครั้งนี้ ทำให้พบเส้นทางของผู้ที่เข้ามาร่วมขบวนการหลายกลุ่ม ตั้งแต่กลุ่มนายทุนใหญ่ในพื้นที่ จ.ขอนแก่น ที่กล้าทุ่มเม็ดเงินก้อนใหญ่ถึง 200 ล้านบาท ให้กับ “นายใหญ่” เพื่อแลกกับข้อสอบทั้งหมด 4 ชุดวิชา วิชาละ 50 ข้อ จำนวน 30 สาขาวิชาเอก พร้อมเฉลยคำตอบ

ขณะที่อีกจุดซึ่งน่าสังเกต และถือเป็นข้อพิรุธ คือ การจัดสอบครั้งนี้มีการปรับเปลี่ยนแนวปฏิบัติในการสอบ ทำให้เกิดความหละหลวม เพื่อเอื้อต่อการเกิดทุจริตได้ง่าย นับตั้งแต่การตัดการสอบสัมภาษณ์ เหลือเพียงการสอบภาค ก และภาค ข

ทั้งยังพบพิรุธเรื่องขยายวันรับสมัครและการเพิ่มกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้าสอบ จากเดิมกำหนดให้กลุ่มพนักงานราชการตำแหน่งครูผู้สอน และพนักงานราชการตำแหน่งครูพี่เลี้ยงสามารถสมัครเข้าสอบได้ แต่ สพฐ.กลับมีการขยายวันรับสมัครจากเดิมวันที่ 6-12 ธ.ค.55 และเปิดรับสมัครรอบที่ 2 อีกครั้งในวันที่ 28-30 ธ.ค.55 ทั้งยังเปิดช่องให้กลุ่มครูอัตราจ้างทั่วไป และอัตราจ้างด้วยงบประมาณ SP2 สามารถเข้ามาสมัครสอบในครั้งนี้ได้ด้วย เพราะหากมีเฉพาะกลุ่มแรก จะมีผู้สมัครไม่มาก เมื่อกลุ่มนายทุนบวกลบคูณหารกับเงินที่ต้องควักลงทุนไปสูงถึง 200 ล้านบาทแล้ว อาจจะยังมีกำไรจากกลุ่มลูกค้าที่จะเข้ามาซื้อเฉลยคำตอบไม่มากพอ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเพิ่มกลุ่มลูกค้าให้มากขึ้น

และจากข้อมูลของพยานบุคคลปากสำคัญที่ยอมรับสารภาพกับคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงยังชี้ชัด เพราะระบุว่า “จ่ายเงินค่าเฉลยคำตอบ 400,000 บาท หรือบางคนอาจจะถูกนายหน้าบวกเพิ่มมากกว่านั้น ซึ่งคำนวณเป็นตัวเลขกลมๆ หากเครือข่ายของขบวนการนี้ต้องการหาลูกค้าให้ได้ 1,000 คน เมื่อคูณ 400,000 บาท ก็จะเป็นเงินก้อนใหญ่ที่จะเข้ากระเป๋าขบวนการโกงสอบครูผู้ช่วยครั้งนี้ถึง 400 ล้านบาท หักลบกลบหนี้แล้วก็จะมีกำไรสูงถึง 200 ล้านบาท”

ขณะที่ สพฐ.เองก็ยังไม่สามารถตอบคำถามสังคม กรณีที่มีการแยกย่อยข้อสอบเป็นชุดเล็ก จากเดิมจะสอบภาค ก เช้าสอบ 100 ข้อ บ่าย 100 ข้อ แต่การสอบครั้งนี้กลับแยกสอบภาค ก ออกเป็น 4 ชุด ชุดละ 50 ข้อ เช้าสอบ 2 ชุด และบ่ายอีก 2 ชุด เว้นพักระหว่างสอบแต่ละชุด 1 ชั่วโมง ซึ่งประเด็นนี้คณะกรรมการวิเคราะห์ว่า เพื่อให้ผู้เข้าสอบง่ายต่อการจดจำไปสอบ แต่ก็พบว่าผู้เข้าสอบหลายรายจำไม่ได้และเลือกที่จะจดเป็นโพยกระดาษคำตอบ หรือจดใส่ยางลบเข้าห้องสอบไปด้วย และที่กล้าหน่อยก็อาจจะนำเครื่องมือสื่อสารระบบสั่นเข้าห้องสอบไปด้วยจนถูกจับได้ในที่สุด

ที่สำคัญกลุ่มเครือข่ายโกงสอบครูผู้ช่วยนี้ยังมีการบริหารจัด การแบบครบวงจร โดยการจัดสรรให้ผู้ที่จะสมัครสอบไปสมัครสอบข้ามเขต สพท. เพื่อไม่ให้ทับซ้อนเขตพื้นที่เดียวกัน เป็นการการันตีว่าทุกคนที่ยอมจ่ายเงินจะได้รับการบรรจุทุกคน

จากข้อมูลเชิงลึกของคณะกรรมการยังพบกลุ่มเครือข่ายการทุจริตสอบครูผู้ช่วยครั้งนี้ถึง 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นเครือข่าย “นายใหญ่” ซึ่งรับเงินมาจากกลุ่มนายทุนในจังหวัดขอนแก่น 200 ล้านบาท เพื่อให้กำหนดรูปแบบการสอบที่ง่ายและเอื้อต่อการทุจริต มีกลุ่มผู้บริหารโรงเรียน อนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใน สพท. และผู้อำนวยการ สพท. บางแห่ง เป็นนายหน้าหาลูกค้าให้ได้ 1,000 คน ซึ่งกลุ่มนายหน้าแต่ละคนสามารถบวกเพิ่มค่าหัวคิวได้เอง จาก 400,000 บาท บางรายอาจราคาสูงขึ้นไปเป็น 650,000-700,000 บาท

กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มของผู้บริหารระดับสูงบางคนใน สพฐ. ที่ให้นายหน้าซึ่งเป็นลูกน้องเก่าในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา นำเฉลยข้อสอบไปปล่อยให้กับกลุ่มลูกค้าในพื้นที่ และมีกลุ่มลูกค้าบางรายนำเฉลยคำตอบไปขายต่อให้กับผู้ใกล้ชิดอีกทอดหนึ่ง ส่งผลให้เกิดกระแสข่าวของการซื้อขายเฉลยคำตอบกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว

และนี่เป็นเพียงข้อมูลบางส่วนที่เป็นข้อพิรุธ ซึ่งก่อให้เกิดความค้างคาใจและคำถามจากสังคมต่อการสอบครูผู้ช่วยครั้งนี้ ที่เปรียบเสมือนวงจรอุบาทว์ซึ่งแทรกตัวเข้ามาสร้างรอยด่างให้วงการแม่พิมพ์ของชาติ

ทีมข่าวการศึกษา จึงขอตั้งความหวังและเรียกร้องให้ผู้ที่รับผิดชอบคุมบังเหียนกระทรวงศึกษาธิการเร่งเครื่องสะสางความฉาวโฉ่ที่เกิดขึ้นนี้อย่างจริงจังและจริงใจ

เพราะหากมัวแต่ทำกันแบบลูบหน้าปะจมูก ไม่กล้าที่จะกระชากหน้ากาก “ไอ้โม่ง” หรือ “นายใหญ่” และตัวการที่ร่วมขบวนการมารับโทษ อนาคตประเทศชาตินับวันก็จะถอยหลังและดิ่งลงเหว

หยุด “มวยล้มต้มคนดู” เสียที Continue reading

วธ.ดันตัวชี้วัด ‘ศิลปะ-วัฒนธรรม’ ใช้ประเมินคุณภาพการศึกษา

Pic_332227

รมว.วัฒนธรรม ประชุมพัฒนาตัวบ่งชี้-เกณฑ์ด้านศิลปะและวัฒนะธรรม ประเมินคุณภาพการศึกษา ดันเด็กไทยรู้สำนึก หวงแหนความเป็นไทย หวังให้ความเป็นไทยยังคงอยู่ในชีวิตประจำวันของเด็กและเยาวชน Continue reading

รุกอัพเกรด ร.ร.รองรับ ‘ฮับการศึกษา’

Pic_323884

กพฐ.เดินหน้าอัพเกรด ร.ร.ได้มาตรฐานสากล รองรับ “ฮับการศึกษา” ในภูมิภาค Continue reading

สั่งโรงเรียนดังลด ม.ต้น เพิ่ม ม.ปลาย

Pic_309059

ผอ.สมป.เผย สพฐ.เล็งปรับเกณฑ์รับนักเรียนของ ร.ร.สังกัด สพฐ.ประจำปี 2556 ให้ รร.ชื่อดัง อาทิ บดินทรฯ ศึกษานารี วัดสุทธิฯ หอวัง ปรับสัดส่วนห้องเรียนให้ ม.ต้นน้อยกว่าม.ปลาย เพื่อไม่ต้องการให้เกิดปัญหารับนักเรียน ม.4 ในโรงเรียนที่อัตราแข่งขันสูง Continue reading

ถกแบ่งซื้อแท็บเล็ต แจก ป.1 และ ม.1

Pic_307627

สพฐ.ถกแบ่งซื้อแท็บเล็ต แจกนักเรียนชั้นป. 1 และ ม.1 ปีการศึกษา 2556 Continue reading

‘เสริมศักดิ์’ยืนยันไม่ปรับนโยบายรับนักเรียนปี 56

Pic_305397

“เสริมศักดิ์”ยืนยันไม่ปรับนโยบายรับนักเรียนชั้น ม.4 สังกัดสพฐ. ในปี 56 แต่จะนำไปพิจารณาในปีการศึกษาต่อไป Continue reading

เผยชื่อ ร.ร.ดังตบเท้านำร่องนิติบุคคล

Pic_304755

สพฐ.เผยชื่อ ร.ร.ดังตบเท้านำร่องนิติบุคคล เริ่มปีการศึกษา 56-เปิดทางเฟ้น ผอ. ยึดต้นแบบ“กาญจนานุเคราะห์” Continue reading

สพฐ.เติมความขลัง O-NETใช้คัดเด็กต่อ ม.1

สพฐ.เพิ่มความศักดิ์สิทธิ์คะแนน O-NET เตรียมเพิ่มสัดส่วนคัดเด็กเรียนต่อม.1 และ ม.4 เริ่มปี 55

ที่โรงแรมปริ๊นซ์พาเลส มหานาค เมื่อวันที่ 11 พ.ค.54 นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตั้งเป้าว่าในปีการศึกษา 2554 ผลคะแนนการสอบแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือ O-NET ของเด็กไทยในวิชาภาษาไทยต้องอยู่ที่ 40% และวิชาคณิตศาสตร์ 35% โดยจะเริ่มในระดับชั้นป.6 ก่อน ซึ่งที่ประชุมยินดีที่จะนำเป้าหมาย และความคาดหวังนี้ไปวางแผนในเชิงปฏิบัติ พร้อมทั้งประเมินศักยภาพว่าแต่ละโรงเรียนสามารถตั้งเป้าผลคะแนน O-NET ให้เพิ่มขึ้นได้เท่าใด เนื่องจากแต่ละโรงเรียนมีบริบทที่แตกต่างกัน ส่วนชั้นม.3 และ ม.6 คงต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้บริหารสถานศึกษาก่อน เพราะจุดเน้นนั้นแตกต่างจากชั้น ป.6 และมีความมุ่งหมายในตัวผู้เรียนแตกต่างกัน

“หลังจากนี้โรงเรียนต้องจัดกิจกรรมซ่อมเสริมให้กับนักเรียนที่คะแนนต่ำกว่า เกณฑ์ที่สพฐ.กำหนด ทั้งนี้ สพฐ.ตั้งเป้าหมายดังกล่าวขึ้น เพื่อต้องการให้ O-NET มีความศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น โดยในปีการศึกษา 2555 สพฐ.จะนำคะแนน O-NET มาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการคัดเลือกเข้าเรียนต่อม.1 และม.4 ซึ่งจะมีการออกประกาศการรับนักเรียนว่าจะต้องใช้คะแนน O-NET ในสัดส่วนเท่าใด” นายชินภัทร กล่าว

นายชินภัทร กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ได้มอบให้เขตพื้นที่ฯ บริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กอย่างจริงจัง โดยมุ่งไปที่โรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนน้อยกว่า 40 คน ซึ่งมีประมาณ 2,500 แห่งก่อน ซึ่งเขตพื้นที่ฯ ต้องกำหนดรายชื่อโรงเรียนในแผนที่ว่าอยู่ในเขตใด และทำแผนบริหารจัดการว่าจะยุบรวม หรือยุบเลิก ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องยุบทั้งหมด 2,500 แห่ง โดยจะให้เวลา 1 เดือน เพื่อทำแผนการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กให้ชัดเจน

“ส่วนที่สภาการศึกษาทางเลือกแสดงความกังวลต่อการยุบโรงเรียนขนาดเล็กนั้น สพฐ.ขอชี้แจงว่าก่อนที่จะยุบรวม หรือยุบเลิกนั้น เขตพื้นที่ฯต้องทำประชาพิจารณ์ก่อน ไม่ใช่จะยุบเลิกทันที โดยหลังจากนี้เขตพื้นที่ฯ ต้องประสานกับชุมชน และกลุ่มสภาการศึกษาฯ สามารถส่งรายชื่อโรงเรียนขนาดเล็กที่ต้องการใช้ประโยชน์มาได้ ซึ่งผมจะส่งให้เขตพื้นที่ฯ ใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาต่อไป ทั้งนี้แนวคิดเรื่องการยุบโรงเรียนคงต้องเดินหน้าต่อไป เพราะโรงเรียนขนาดเล็กมีจำนวนมาก และเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทำให้ดึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการลง ภายใต้สภาวะทรัพยากรบุคลากร และงบประมาณที่จำกัด ” นายชินภัทร กล่าว

อนึ่ง ขณะนี้มีโรงเรียน 137 แห่งที่ไม่มีนักเรียน ส่วนโรงเรียนที่มีนักเรียน 1-20 คน มี 444 แห่ง นักเรียน 21-40 คน มี 1,964 แห่ง นักเรียน 41-60 คน มี 3,082 คน นักเรียน 61-80 คน มี 3,355 คน นักเรียน 81-100 คนมี 3,040 คน นักเรียน 101-120 คน มี 2,372 คน

ที่มา สยามรัฐ
http://www.siamrath.co.th/web/?q=node/58516

จี้สพป.ทำแผนยุบโรงเรียนเล็ก

ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน  เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมได้เร่งรัดการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กในสังกัด สพฐ. ที่มีทั้งสิ้น 14,397 โรง จำแนกเป็น 7 ขนาด ได้แก่ โรงเรียนที่ไม่มีนักเรียนจำนวน 137 โรง โรงเรียนที่มีนักเรียน 1-20 คน จำนวน 444 โรง โรงเรียนที่มีนักเรียน 21-40 คน จำนวน 1,967 โรง โรงเรียนที่มีนักเรียน 41-60 คน จำนวน 3,082 โรง โรงเรียนที่มีนักเรียน 61-80 คน จำนวน 3,355 โรง โรงเรียนที่มีนักเรียน 81-100 คน จำนวน 3,040 โรง โรงเรียนที่มีนักเรียน 101-120 คน จำนวน 2,372 โรง โดยมอบหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ไปจัดทำแผนการแก้ไขปัญหาว่าจะดำเนินการอย่างไร จะเป็นการยุบรวม หรือ การยุบเลิกโรงเรียน  ขณะเดียวกันการจัดทำแผนแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กของเขตพื้นที่นั้น ๆ จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของการบริหารโรงเรียนขนาดเล็กของแต่ละเขตพื้นที่ฯ ด้วย

“ขณะนี้ สพฐ.กำลังโดนแรงกดดันจากภายนอกที่จะไม่คืนอัตราเกษียณอายุราชการทั้งหมดให้ แก่ สพฐ. เนื่องจากมองว่า สพฐ.ไม่ได้ขาดครูจริง ซึ่งหากพิจารณาให้ดี สพฐ.ขาดครูเป็นจำนวนมาก เพียงแต่ครูไม่มีการกระจายตัวออกไปเท่านั้น ดังนั้นหากไม่ได้รับคืนอัตราเกษียณอายุราชการ สพฐ.จะขอเป็นงบประมาณชดเชยบุคลากรครูแทน เพื่อนำเงินมอบให้เขตพื้นที่ฯในการนำไปบริหารจัดการกระจายครูในพื้นที่ได้ อย่างทั่วถึง” ดร.ชินภัทร กล่าว.

ข่าวการศึกษา ที่มา เดลินิวส์

'การศึกษาสงเคราะห์'ชีวิตใหม่เด็กด้อยโอกาส

“เด็กด้อยโอกาสทางการศึกษาในวันนี้ จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่สร้างปัญหาให้แก่สังคม ด้วยเหตุผลที่มาจากความไม่รู้

แต่ หากทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาสำหรับเด็กด้อยโอกาสให้ ทั่วถึงและอย่างมีคุณภาพแล้ว สังคมในอนาคตจะมีบุคคลที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยพัฒนาในทุก ๆด้าน ” นี่คือ คำกล่าวของ ดร.บัญชร จันทร์ดา ผู้อำนวยการโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 23 จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งทำงานกับกลุ่มเด็กด้อยโอกาสมาเกือบทั้งชีวิต ตั้งแต่สมัยที่เป็นนักศึกษาอาสาสมัครของกรมประชาสงเคราะห์ ครูโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ จนกระทั่งนั่งเก้าอี้ผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งได้กล่าวย้ำกับสื่อมวลชน ที่ติดตามคณะ ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ออกตรวจเยี่ยมและนิเทศการดำเนินงานโรงเรียน เพื่อช่วยกระจายข่าวให้ทุกฝ่ายได้ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการศึกษาให้ แก่เด็กด้อยโอกาส

โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 23 จังหวัดพิษณุโลก ตั้งอยู่ที่ ตำบลเนินเพิ่ม อำเภอนครไทย เป็น 1 ใน 50 โรงเรียน ของกลุ่มโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ และโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เป็นสถานศึกษาจัดการศึกษาสำหรับเด็กด้อยโอกาสที่ไม่สามารถพึ่งตนเอง ครอบครัว และผู้ปกครองได้ จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือการบริการทางการศึกษาเป็นกรณีพิเศษต่าง จากกลุ่มเด็กด้อยโอกาสในโรงเรียนปกติทั่วไป

ดร.บัญชร เล่าถึงการจัดการศึกษาของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 23 จังหวัดพิษณุโลก ว่า ที่โรงเรียนจัดการศึกษาในรูปแบบโรงเรียนประจำ จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานฟรี 12 ปี สอนตั้งแต่ ชั้น ป.1- ม.6 ให้บริการครอบคลุมพื้นที่ จังหวัดพิษณุโลกทั้งจังหวัด และอำเภอท่าปลา อำเภอฟากท่า และอำเภอบ้านโคก จ.อุตรดิตถ์ แต่ก็มีบ้างที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กด้อยโอกาสในจังหวัดอื่น ๆ ประสานส่งตัวมาเข้าเรียน ซึ่งที่นี่มีเด็กต้องการเข้าเรียนเป็นจำนวนมาก แต่ด้วยอาคาร สถานที่ที่จำกัด จึงต้องคัดเลือกเด็กเข้าเรียน ซึ่งปัจจุบันมีนักเรียนทั้งหมด 743 คน โดยการรับเด็กเข้าเรียนนั้น จะพิจารณาจากเด็กด้อยโอกาส 10 ประเภท คือ
1. เด็กที่ถูกบังคับให้ขายแรงงานหรือถูกบังคับให้ทำงานหารายได้ก่อนวัยอันควร
2. เด็กเร่ร่อน ที่ไม่มีที่อยู่อาศัยพักพิงเป็นหลักแหล่ง
3. เด็กที่อยู่ในธุรกิจทางเพศหรือโสเภณีเด็ก
4. เด็กที่ถูกทอดทิ้ง กำพร้า
5. เด็กที่ถูกทำร้ายทารุณ
6. เด็กยากจนมากเป็นพิเศษครอบครัวมีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 20,000 บาทต่อปี
7. เด็กในชนกลุ่มน้อย เช่น ชาวเขา ชาวเล เป็นต้น
8. เด็กที่มีปัญหาเกี่ยวกับสารเสพติด หรือ เสี่ยงต่อการถูกชักนำให้ประพฤติตนไม่เหมาะสม
9. เด็กที่ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์ หรือ โรคติดต่อร้ายแรงที่สังคมรังเกียจ และ
10. เด็กในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ตลอดจนเด็กหญิงที่ตั้งครรภ์นอกสมรส ซึ่งมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ เช่น การทำแท้ง การฆ่าตัวตาย และการทอดทิ้งทารก เป็นต้น

สำหรับการจัดการเรียนการสอนนอกจากจะให้เด็กได้เรียนรู้ทักษะวิชาการใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้แล้ว ยังเน้นการจัดการศึกษาเพื่ออาชีพด้วย โดยเชิญอาจารย์จากวิทยาลัยในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มาสอนวิชาชีพ ในด้านคหกรรม เกษตรกรรม และช่างไฟฟ้า เป็นต้น รวมทั้งให้เด็กได้รวมกลุ่มประกอบอาชีพหารายได้ระหว่างเรียน เช่น กลุ่มเลี้ยงปลา กลุ่มน้ำดื่ม และกลุ่มผลิตข้าว เป็นต้น ซึ่งทางโรงเรียนจะรับซื้อ และบางส่วนก็นำไปจำหน่ายให้แก่คนในชุมชนใกล้เคียง ทั้งนี้เพราะคำตอบที่เด็กหรือครอบครัวต้องการมากที่สุด คือ ขอให้เด็กเมื่อจบการศึกษาแล้วมีงานทำ ส่วน ครู ความภาคภูมิใจที่ทำให้ยิ้มได้ คือ ลูกศิษย์ประสบความสำเร็จ และที่ผ่านมานักเรียนซึ่งจบจากโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ ก็เป็นที่ยอมรับจากสังคมว่า เป็นผู้แกร่งในประสบการณ์ สามารถสร้างชีวิตใหม่ให้แก่ตนเอง ช่วยเหลือครอบครัว และมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ตนอยู่ให้เจริญก้าวหน้าได้

ความภาคภูมิใจที่สามารถหารายได้ระหว่างเรียนสะท้อนออกจากคำบอกของ “เคน” หรือ นายสุวิจักษณ์ ชาวไร่นา นักเรียนชั้น ม.3 ที่เล่าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ว่า นอกจากจะได้ความรู้ทางวิชาการแล้ว ยังช่วยพ่อ แม่ ทำงานได้ โดยคุณครูได้แบ่งที่ดินให้ปลูกผักคนละ 2 แปลง ซึ่งตนจะปลูกผักกวางตุ้ง และผักบุ้งเก็บขายให้โรงอาหารของโรงเรียน ขณะเดียวกันก็ได้ทำงานอยู่ในกลุ่มโรงสีข้าว ทำให้มีรายได้เดือนละ 800-900 บาท

ปัจจุบันประเทศไทยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน จัดบริการทางการศึกษาให้แก่เด็กด้อยโอกาส โดยมีรูปแบบที่หลากหลาย และเฉพาะข้อมูลจากกลุ่มโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์และโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ของ สพฐ. ซึ่งนับจนถึงวันที่ 10 มิถุนายน 2553 พบว่า ทั้ง 50 โรงเรียน สามารถรองรับเด็กด้อยโอกาสได้ถึง 38,942 คน แต่ก็เชื่อว่ายังไม่เพียงพอต่อเด็กด้อยโอกาสที่ยังรอคอยโอกาสทางการศึกษา

การศึกษาน่าจะเป็นของขวัญชิ้นสำคัญที่สุดสำหรับเด็กด้อยโอกาส ดั่งคำกล่าวของ ม.ล.ปิ่น มาลากุล ที่ว่า “ จุดประทีปดวงใดก็ไม่เหมือน สงเคราะห์เพื่อนผู้ขาดวาสนา ชีวิตน้อยค่อยชื่นตื่นขึ้นมา รับแสงแจ่มเจิดจ้าจากตะวัน ”.

ณัชชารีย์ วิเชียรรัตน์

ข่าวการศึกษา ที่มา เดลินิวส์