Posts Tagged ‘ ข่าวการศึกษา ’

ศธ.เร่งปรับงบศึกษาสนอง นโยบายรัฐ ขานรับจุดเน้นเรียนจบมีงานทำ เบรกสร้างห้องสมุดมุ่งแจก “แท็บเล็ต” รมว.ศึกษาธิการ เตรียมแจงนโยบายการศึกษาด้านอุดมศึกษาให้กับอธิการบดีมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ 2 ก.ย.นี้ …

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยถึงการจัดทำแผนบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2555-2558 ของกระทรวงศึกษาธิการ และการพิจารณางบประมาณปี 2555 ว่า โครงการต่างๆของแต่ละหน่วยงานยังไม่สัมพันธ์กันคงต้องปรับลดงบฯในโครงการที่ ไม่จำเป็นของแต่ละองค์กรหลัก หากเลื่อนไปได้ก็ให้เลื่อน เช่น โครงการจัดทำห้องเรียนคอมพิวเตอร์ซึ่งอาจไม่จำเป็นเพราะจะมีโครงการนำแท็บ เล็ตมาใช้อยู่แล้ว รวมทั้งการสร้างห้องสมุดในสถานศึกษา ทั้งนี้ตนจะเร่งให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว

ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าว ว่า สพฐ.กำลังปรับงบเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายโดยต้องเชื่อมโยงกับนโยบายรัฐบาล ยุทธศาสตร์กระทรวงศึกษาฯ และจุดเน้นของนายวรวัจน์ที่ต้องการให้การศึกษาพัฒนาประเทศ ถือเป็นกระบวนการจัดการศึกษาที่ไม่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการเพียงอย่าง เดียว โดยมี 9 แผนงานสำคัญ อาทิ แผนงานโอกาสทางการศึกษา เน้นเรื่องการสนับสนุนตั้งแต่แรกเกิดจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐานและเตรียมความ พร้อมระดับการศึกษาปฐมวัยอย่างเข้มข้นมากขึ้น แผนงานพัฒนาศักยภาพผู้เรียนจะเน้นเรื่องการใช้แท็บเล็ตให้เกิดประโยชน์อย่าง สูงสุด พร้อมการพัฒนาเนื้อหาสาระของผู้เรียนให้มีความพร้อม โดยเฉพาะนักเรียนช่วงชั้นที่ 1 หรือ ป.1-3 ขณะเดียวกันต้องพัฒนาหลักสูตรให้เข้าวิชาชีพเพื่อเรียนรู้สู่งานอาชีพและ เตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนด้วย งบทั้งสิ้น 285,000 ล้านบาท

ดร.สุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา กล่าวว่า ในส่วนของ สกอ.มี 3 โครงการหลัก ได้แก่ 1.การให้มหาวิทยาลัยเข้าไปร่วมพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนตั้งแต่ ม.ปลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของแต่ละพื้นที่ งบฯ 3,000 ล้านบาท 2.การสำรวจศักยภาพ ทรัพยากร สภาพภูมิศาสตร์ วัฒนธรรมของแต่ละจังหวัด เพื่อจะได้นำมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์การดำเนินงานของแต่ละจังหวัด งบฯ 180 ล้านบาท และ 3.การตั้งกองทุนตั้งตัวได้ที่จะให้มหาวิทยาลัยเข้าไปช่วยส่งเสริมวิสาหกิจ ชุมชน โดยการสร้างผู้ประกอบการรายย่อย งบฯ 20,000 ล้านบาท ขณะนี้มหาวิทยาลัยต่างๆยังไม่เข้าใจการของบฯเพื่อสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ดังนั้น ในวันที่ 2 ก.ย.นี้ รมว.ศึกษาธิการ จะชี้แจงนโยบายการศึกษาด้านอุดมศึกษาให้กับอธิการบดีมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ.

ที่มา: http://www.thairath.co.th

 

ทุกแท่งเด้งรับบรูณาการการศึกษา เน้นจัดการศึกษาเพื่อการมีงานทำ

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.)เปิดเผยถึงการจัดทำแผนบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2555-2558 ของ ศธ. และการพิจารณางบประมาณปี2555 ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณายังไม่ได้ข้อสรุป เพราะมีโครงการต่าง ๆ ของแต่ละหน่วยงานที่ยังไม่สัมพันธ์กันซึ่งคงต้องมีการปรับลดงบฯโครงการที่ ไม่จำเป็นลง แต่หากสามารถเลื่อนโครงการออกไปได้ก็อาจจะให้เลื่อนออกไป เช่น โครงการจัดทำห้องเรียนคอมพิวเตอร์ที่ใช้งบฯ ต่อห้องหลายล้านบาท รวมถึงการสร้างห้องสมุดในสถานศึกษาอาจไม่มีความจำเป็นแล้ว เพราะศธ.มีโครงการนำแท็บเล็ตมาใช้แล้ว เป็นต้น อย่างไรก็ตามตนจะเร่งให้ได้ข้อสรุปเรื่องนี้โดยเร็ว ทั้งนี้สำหรับงบฯปี 2555 ในภาพรวมของ ศธ.อยู่ที่เกือบ400,000 ล้านบาท

ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ในส่วนของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รับงบฯ ปี 2555 ประมาณ 285,000 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงงบฯ และโครงการให้เชื่อมโยงกับนโยบายรัฐบาล ยุทธศาสตร์ของ ศธ.และจุดเน้นของ รมว.ศธ. ที่ต้องการให้การศึกษาพัฒนาประเทศ ส่งเสริมการมีงานซึ่งเป็นกระบวนการจัดการศึกษาที่ไม่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ทาง วิชาการเพียงอย่างเดียว แต่มุ่งเน้นสรรถนะของผู้เรียนด้านการประกอบอาชีพมากขึ้น

ดร.สุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.)เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ตนได้เชิญ รศ.ดร.เปรื่อง กิจรัตน์ภร ประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ทปอ.มรภ.) รศ.ดร.นำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์ ประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ทปอ.มทร.) และตัวแทนที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) มาหารือและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดทำงบฯปี 2555 ในส่วนของมหาวิทยาลัย เพื่อต้องการให้การจัดทำงบฯสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะที่ รมว.ศธ. ต้องการให้มีการบูรณาการการทำงานของการศึกษาทุกระดับเข้าด้วยกัน ดังนั้นการดำเนินการโครงการต่าง ๆ ต้องให้สอดรับกันด้วย อย่างไรก็ตามขณะนี้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ยังไม่ค่อยมีความเข้าใจเรื่องการของบฯเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลเท่า ที่ควร ดังนั้นในวันที่ 2 ก.ย.นี้ นายวรวัจน์ จะมาร่วมประชุมเพื่อชี้แจงนโยบายด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษาแก่อธิการบดี มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ พร้อมรับฟังความคิดเห็นต่าง ๆ ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

ที่มา เดลินิวส์

 

ครู ร้อยเอ็ดกว่า 300 คนชุมนุมไล่กรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 15 คนและผู้จัดการพ้นเก้าอี้ พร้อมให้นำเงิน 417 ล้านบาทที่ซื้อลอตเตอรี่คืนด้วย

วันนิ้( 31 ส.ค.) เวลา 13.00 น. ที่หน้าศาลากลางจังหวัดร้อยเอ็ด นายสมยศ เที่ยงผดุง นายกสมาคมครูร้อยเอ็ด นายเข็มทอง แสวง ประธานชมรมครูร้อยเอ็ด พร้อมครูแกนนำ ได้นัดชุมนุมเปิดเวทีปราศรัย กล่าวโจมตีการทำงานของคณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครู และเรียกร้องให้ทางจังหวัดประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการกับ คณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด 15 คน และผู้จัดการสหกรณ์อีก 1 คน ให้พ้นจากตำแหน่ง พร้อมให้นำเงิน 417 ล้านที่นำไปซื้อล็อตเตอร์รี่แบบแชร์ลูกโซ่มาคืนสหกรณ์ฯโดยเร็ว โดยมีสมาชิกครูเข้าร่วมชุมนุมกว่า 300 คน

นายเข็มทอง แสวง ประธานชมรมครูร้อยเอ็ด เปิดเผยว่า ตามที่องค์กรครูได้ติดตามตรวจสอบการทำงานของกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ร้อยเอ็ด พบว่ามีการเบิกจ่ายเงินของสหกรณ์ กว่า 417 ล้านบาทนำไปซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่เป็นไปตามแนวทางที่นายทะเบียนกำหนด ก่อนที่จะส่งเรื่องร้องเรียนถึกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ให้เข้ามาตรวจสอบพบความผิดปกติหลายอย่าง พร้อมส่งมอบให้นายทะเบียนสหกรณ์วินิจฉัยชี้ขาด แต่ขณะนี้การส่งมอบสลากตามสัญญางวดที่ 10 ประจำวันที่ 16 ส.ค.54 ไม่มีการส่งมอบสลากแต่อย่างใด ส่วนงวดที่ 1 – 9 นั้นอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ขณะเดียวกันบริษัทที่สหกรณ์อ้างว่าเป็นบริษัทคู่สัญญาก็ได้ปิดทำการไปนาน แล้ว

ต่อมาผลการตรวจสอบจากนายทะเบียนสหกรณ์พบว่า การจัดหาสลากไม่เป็นไปตามแนวทางที่นายทะเบียนกำหนด มีคำสั่งให้สหกรณ์ยุติการดำเนินการและให้รีบนำเงิน 417 ล้านบาทคืนสหกรณ์โดยเร็ว ทำให้ขณะนี้ความมั่นคง ความน่าเชื่อถือของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ดลดลง ย่อมส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงิน การปันผล การเฉลี่ยคืน และขณะนี้เวลาล่วงเลยมานานแล้วจึงได้นัดรวมตัวกันชุมนุมยื่นข้อเรียกร้อง ผ่าน นายสถาพร ศิริภักดี รอง ผวจ.ร้อยเอ็ดให้เร่งรัดพนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมายโดยเร็ว หากพบมีการกระทำผิด หลังมีการเข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.เมืองร้อยเอ็ดแล้ว และให้นายทะเบียนสหกรณ์ ใช้อำนาจออกคำสั่งมาตรา 22 (4) แห่ง พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 ให้คณะกรรมการทั้งหมดและผู้จัดการพ้นจากตำแหน่งภายในวันที่ 5 ก.ย.2554 หากไม่ดำเนินการสมาชิกจะมีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ต่อไป

นายสถาพร ศิริภักดี รอง ผวจ.ร้อยเอ็ด ได้เป็นตัวแทน ผวจ.ร้อยเอ็ดเข้ารับหนังสือพร้อมกล่าวชี้แจงกับกลุ่มผู้ชุมนุมว่า เบื้องต้นทราบจากสหกรณ์จังหวัดว่า การจัดหาสลากไม่เป็นไปตามแนวทางที่นายทะเบียนกำหนด และทางผู้ว่าราชการจังหวัดไม่มีอำนาจในการถอดถอนคณะกรรมการพร้อมผู้จัดการ ทั้งหมดได้ แต่จะประสานงานส่งเรื่องไปยังกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ผู้ตรวจกรมส่งเสริมสหกรณ์เพื่อพิจารณาและส่งเจ้าหน้าที่ลงมาตรวจสอบ หากท้ายสุดตรวจพบทำผิดระเบียบ ผู้ตรวจบัญชีสหกรณ์ก็จะได้ดำเนินการพิจารณาถอดถอนคณะกรรมการทั้งชุดต่อไป พร้อมกันนี้ทางจังหวัดจะได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบและติดตามผลการสอบ สวน เพื่อให้การดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงรวดเร็วยิ่งขึ้น

ที่มา เดลินิวส์

 

วัน ที่ 31ส.ค.54 นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยถึงการจัดทำแผนบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2555-2558 ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และการพิจารณางบประมาณปี 2555 ว่า เรื่อง นี้ยังไม่ได้ข้อสรุปทั้งหมด โครงการต่างๆ ของแต่ละหน่วยงานยังไม่สัมพันธ์กัน และคงต้องปรับลดงบฯ ในโครงการที่ไม่จำเป็นของแต่ละองค์กรหลัก หากเลื่อนไปได้ก่อนก็ให้เลื่อนไป เช่น โครงการจัดทำห้องเรียนคอมพิวเตอร์ ที่ใช้งบฯ ต่อห้องจำนวนหลายล้านบาท และอาจไม่จำเป็นเพราะ ศธ. มีโครงการนำแท็บเล็ตมาใช้อยู่แล้ว รวมทั้งการสร้างห้องสมุดในสถานศึกษา เป็นต้น โดยจะเร่งสรุปเรื่องนี้โดยเร็ว ซึ่งจำนวนงบฯ ในภาพรวมของ ศธ.ในปีงบฯ 2555 เกือบ 4 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่จะเป็นงบฯ เงินอุดหนุนรายหัว และเงินเดือนครู

ด้านนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ขณะนี้ภาพรวมงบฯ ปี 2555 ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประมาณ 285,000 ล้านบาท และกำลังปรับลดลงให้เป็นไปตามนโยบาย นายวรวัจน์ โดยเบื้องต้นได้จัดทำแผนงบฯ ปี 2555 จำนวน 9 แผนงาน ได้แก่

1.แผนงานโอกาสทางการศึกษา เน้นเรื่องการสนับสนุนตั้งแต่แรกเกิดจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดย สพฐ.จะรับผิดชอบเด็กตั้งแต่อายุ 4 ขวบ เป็นต้นไป และเตรียมความพร้อมระดับการศึกษาปฐมวัยอย่างเข้มข้นมากขึ้น

2.แผนงานพัฒนาศักยภาพผู้เรียน จะเน้นเรื่องการใช้แท็บเล็ตให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด พร้อมการพัฒนาเนื้อหาสาระของผู้เรียนให้มีความพร้อม โดยเฉพาะนักเรียนช่วงชั้นที่ 1หรือระดับ ป.1-3 ต้องเร่งเติมเต็มอย่างทั่วถึง ขณะเดียวกันจะต้องพัฒนาหลักสูตรให้เข้ากับวิชาชีพเพื่อเรียนรู้สู่งานอาชีพ ด้วย ส่วนการศึกษาระดับปฐมวัย จะต้องมีระบบการบริหารจัดการที่เข้มข้น โดยหานวัตกรรมด้านต่างๆ ในการส่งเสริมพัฒนาเด็กเล็กว่าจะให้ท้องถิ่นจัดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ อย่างไร

3.แผนงานพัฒนาสถานศึกษาโดยเน้นเตรียมความพร้อมให้กับโรงเรียน 3 ระดับ ได้แก่ โรงเรียนดีประจำตำบล โรงเรียนในฝัน และโรงเรียนมาตรฐานสากล

4.แผนงานพัฒนาครูทั้งระบบ เน้นการอบรมพัฒนาครู เพื่อให้ครูมีสมรรถนะในการจัดการศึกษา เพื่อการมีงานทำ ส่วนอัตราครูที่ขาดยังคงทำต่อเนื่อง

5.แผนพัฒนาองค์ความรู้ เน้นการพัฒนาตำราแห่งชาติ การพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอน

6.แผนงานการส่งเสริมการมีงานทำ โดยการปรับโรงเรียนทีมีศักยภาพให้มีความพร้อมในการจัดการวิสาหกิจเพื่อการศึกษา

7.การพัฒนาด้านเทคโนโลยี เร่งพัฒนาซอฟแวร์และฮาร์ดแวร์ให้เกิดการพัฒนาการเรียนแบบอี-เลิร์นนิ่งมากขึ้น

8.การเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน เน้นเรื่องภาษา ไอซีที และความรู้วัฒนธรรมประวัติศาสตร์ของประเทศอาเซียน

และ 9.แผนการบริหารจัดการกลยุทธ์ เน้นเรื่องการขับเคลื่อนให้เขตพื้นที่การศึกษาเป็นฐาน

ที่มา สยามรัฐ

 

ก.ค.ศ. เตรียม ประชุมพิจารณาผลงานดีเด่นระดับชาติ ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ยื่นขอวิทยฐานะให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

นายอภิชาติ จีระวุฒิ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงกรณีการใช้หลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการ ศึกษาผู้ที่มีผลงานดีเด่น มีวิทยฐานะ วิทยฐานะชำนาญการพิเศษและวิทยฐานะเชี่ยวชาญ ว่า จะมีการเร่งประชุมหารือในเรื่องนี้ เนื่องจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติว่าการที่รัฐมนตรีจะตั้งคณะกรรมการทำงาน ที่มีผลต่อเนื่องไปจนถึงรัฐบาลใหม่เป็นเรื่องที่ไม่พึงทำ จึงไม่ชัดเจนว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการสามารถทำได้หรือไม่ โดยต้องพิจารณาว่าปลัดกระทรวงศึกษาธิการสามารถลงนามแทนได้หรือไม่ ถ้าสามารถทำได้ก็ไม่มีปัญหา ซึ่งในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) จะมีการประชุมเกี่ยวกับการพิจารณาผลงานดีเด่นระดับชาติที่สามารถใช้ยื่น ประเมินเชิงประจักษ์ได้ ซึ่งหลังจากที่ ก.ค.ศ.เห็นชอบในผลงานดีเด่นระดับชาติแล้ว ก็สามารถรับยื่นประเมินวิทยฐานะเชิงประจักษ์ได้ทันที

ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า สิ่งที่กังวลคือผู้ทำหน้าที่ประเมินมีมาตรฐานที่แตกต่างกัน จึงให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(อ.ก.ค.ศ.) ส่วนราชการ กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการประเมินต่างๆ เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

ที่มา: สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

สนับสนุนโดย ข้อสอบ คลังข้อสอบออนไลน์

 

นางศิริพร กิจเกื้อกูล เลขาธิการ ก.ค.ศ.เปิดเผยผลการประชุม อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเกี่ยวกับวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาซึ่งทำ การแทน ก.ค.ศ. มีนายพลสัณห์ โพธิ์ศรีทองเป็นประธานว่า ที่ประชุมได้

อนุมัติให้ผู้อำนวยการสถานศึกษา เลื่อนเป็นวิทยฐานะผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ จำนวน 2 ราย ได้แก่

  • นายอำนวย จันทร์แก้ว โรงเรียนบ้านบาเงง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ปัตตานี เขต 2 และ
  • นายพัชรินทร์ ปลอดฤทธิ์ โรงเรียนอำมาตย์พานิชนุกูล สพป.กระบี่

นอกจากนี้ ยังอนุมัติให้ศึกษานิเทศก์เลื่อนเป็นวิทยฐานะศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ จำนวน1 ราย คือ

  • นางสาวสุธีพร ปาคะดี สพป.หนองคาย เขต 2

เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังได้

อนุมัติให้ครูเลื่อนเป็นวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญ คือ

  • นางดรุณี ชยุตสาหกิจ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รัชดาฯ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 2
  • นางสุพรรณี ทองลอย โรงเรียนวัดโพธิ์ทัยมณี สพป.เพชรบุรี เขต 1
  • นางนฤมล สกุลคู โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร สพป.อุดรธานี เขต 1
  • นายพรชัย วัฒนครไพบูลย์ วิทยาลัยเทคนิคบุรีรัมย์
  • นายสัญชัย นครไทยภูมิ วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา

รวมทั้งยังได้อนุมัติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เลื่อนเป็นวิทยฐานะรองผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาชำนาญการพิเศษ ได้แก่

  • นายสมโภชน์ ศรีชะนา และ
  • นายเทวินส์ สร้อยเพชร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) เชียงใหม่ เขต 3
  • นายนิรัติ โปร่งแสง สพป.อุตรดิตถ์ เขต 1
  • นายสมนึก เผ่าวิริยะ สพป.นครสวรรค์ เขต 1 และ
  • นายนิพนท์ นนธิ สพป.อุบลราชธานี เขต 4

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน
อ่านเพิ่มเติมที่ http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=24072&Key=hotnews

สนับสนุนโดย ข้อสอบ คลังข้อสอบออนไลน์

 

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน นายอภิชาติ จีระวุฒิปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้าการใช้หลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทาง การศึกษาผู้มีผลงานดีเด่นที่ประสบความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์มีวิทยฐานะหรือ เลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ และวิทยฐานะเชี่ยวชาญ ว่า ในเร็วๆ นี้ ตนจะประชุมหารือเรื่องนี้ เนื่องจากมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าการที่รัฐมนตรีจะตั้งคณะกรรมการที่จะต่อเนื่องไปจนถึงรัฐบาลใหม่นั้นอาจ ไม่พึงทำ ดังนั้น จึงยังไม่มีความชัดเจนว่ารัฐมนตรีว่าการ ศธ.จะสามารถตั้งคณะกรรมการพิจารณาผลงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการ ศึกษาในระดับเชี่ยวชาญขึ้นไปได้หรือไม่ ซึ่งจะต้องมาดูว่าปลัด ศธ.จะลงนามแทนได้หรือไม่ หากดำเนินการได้ก็ไม่มีปัญหาอะไร

“ขณะนี้หน่วยงานที่มีข้าราชการครูในสังกัด เช่น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) กรมศิลปากร สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ได้เตรียมดำเนินการไว้หมดแล้ว ซึ่งในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) นั้น ในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ จะนำเสนอให้ที่ประชุม ก.ค.ศ.พิจารณาว่าผลงานดีเด่นระดับชาติที่สามารถใช้ยื่นประเมินเชิงประจักษ์ นี้มีอะไรบ้าง” ปลัด ศธ. กล่าว และว่าเมื่อที่ประชุม ก.ค.ศ.เห็นชอบผลงานดีเด่นระดับชาติแล้ว จะสามารถดำเนินการประเมินวิทยฐานะเชิงประจักษ์ได้เลย อย่างไรก็ตาม ตนอยากให้ดำเนินการเรื่องนี้โดยเร็วเพราะข้าราชการครูอยากให้มีการประเมินไป ถึงสถานศึกษา แต่สิ่งที่ตนกังวลคือผู้ที่ลงไปประเมินนั้นอาจจะมีมาตรฐานที่แตกต่างกันดัง นั้น จะต้องให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) วิสามัญเกี่ยวกับวิทยฐานะ กำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ

ปลัด ศธ.กล่าวต่อว่า ในปัจจุบันมีข้าราชการครูทั่วประเทศ ประมาณ 10,000 คน ที่ไม่ได้จบการศึกษาระดับปริญญาตรี แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาเพราะครูเหล่านี้จะมีประสบการณ์และทักษะในการสอนมากและ ได้มีการยกเว้นให้ข้าราชการครูเหล่านี้รับราชการไปจนกว่าจะเกษียณอายุราชการ แต่มีบางส่วนที่ไปเรียนจนจบระดับปริญญาตรีแล้ว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

สนับสนุนโดย ข้อสอบ คลังข้อสอบออนไลน์

 

“ชินวรณ์” เผย “องค์กร-เพิ่ม” 2 กก.คุรุสภามีชื่อเอี่ยวเปิดสอน ป.โท ที่ มอส. สั่งการปลัด ศธ.เร่งส่งเรื่องให้ฝ่าย กม.ตรวจสอบละเอียดแล้วเสนอเพื่อพิจารณา ขณะที่ “องค์กร” ปัดตอบคำถาม

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ตนได้อ่านรายงานสรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่นายบัณฑิต ศรีพฤทธางกูร ผู้ตรวจราชการ ศธ.ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีที่มีข่าวว่าผู้บริหารและ กรรมการคุรุสภาเข้าไปเกี่ยวข้องกับหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพครู (ป.บัณฑิต) ของมหาวิทยาลัยอีสาน (มอส.) ส่งมาวานนี้ (21 มิ.ย.) โดยเป็นการรายงานตามข้อเท็จจริงซึ่งตรวจสอบพบว่ามีคณะกรรมการคุรุสภา 2 คนที่เคยปรากฎชื่อตามข่าว คือ นายองค์กร อมรสิรินันท์ เลขาธิการคุรุสภา และนายเพิ่ม หลวงแก้ว ประธานอนุกรรมการด้านกฎหมายคุรุสภา ไปเกี่ยวข้องในการเปิดสอนหลักสูตรบัณฑิตศึกษา ระดับปริญญาโท ที่ศูนย์นอกที่ตั้ง มอส. และมีเจ้าหน้าที่หรือบุคลากรคุรุสภาอีกหลายคนเกี่ยวข้อง แต่รายงานดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดนั้นเกี่ยวข้องกับการซื้อขาย ป.บัณฑิต เพราะรายละเอียดไม่ได้ชี้ในประเด็นนั้น

อย่างไรก็ตาม ตนได้สั่งการถึงนายอภิชาติ จีระวุฒิ ปลัด ศธ. ให้ส่งเรื่องไปยังฝ่ายนิติกร สำนักงานปลัด ศธ.ทำการตรวจสอบอย่างละเอียดว่าเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างไร ในลักษณะไหน เพราะว่าประเด็นสำคัญต้องการเจาะลึกว่าเกี่ยวข้องกับการซื้อขายป.บัณฑิต และสรุปรายงานผลเร็วที่สุด จากนั้นจึงค่อยพิจารณาอีกครั้งว่าจะดำเนินการเช่นไร ทั้งนี้ ตนยังมีความตั้งใจและพยายามให้เรื่องนี้สิ้นสุดภายในรัฐบาลชุดนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้ติดต่อสัมภาษณ์ นายองค์กร ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการเปิดสอนหลักสูตรบัณฑิตศึกษา ป.โท ของศูนย์นอกที่ตั้งจริงหรือไม่ แต่นายองค์กร ปฏิเสธในการชี้แจงเรื่องดังกล่าว พร้อมกล่าวว่า “ไม่ตอบประเด็นนี้ อย่าเอาเรื่องมาปนกัน อย่าหลงทางตอนนี้ เอาเวลาไปนำคนผิดมาลงโทษ”

ที่มา ASTVผู้จัดการออนไลน์

สนับสนุนโดย ข้อสอบ คลังข้อสอบออนไลน์

 

‘น้อง อาโปว์’ เด็กอัจฉริยะกาฬสินธุ์ที่สอบติดมหาลัยอันดับ 1 ของจีน ถูกแต่งตั้งให้เป็นทูตวัฒนธรรมของโครงการแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม AYC ประเทศไทย โดยตั้งเป้าให้เป็นต้นแบบนักเรียนตัวอย่าง และกระตุ้นให้เด็กไทยสนใจที่จะศึกษาภาษาจีนมากขึ้น ด้านประธานโครงการฯ เผยสุดทึ่งในความสามารถ ชี้ อนาคตสดใสพร้อมปูทางให้พบบุคคลสำคัญของประเทศจีน ส่วนที่จุฬาฯ แถลงพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดแข่งฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศ 10-18 ก.ค. นี้ โดยมี 84 ประเทศเข้าร่วม ตัวแทนเด็กไทย 5 คนที่เข้าแข่ง ขอแรงใจคนไทยช่วยเชียร์ด้วย หวังคว้า 5 เหรียญทองให้ได้เหมือนรุ่นพี่

จากกรณี น.ส.พราวพร เกียรติดำเนินงาม หรือน้องอาโปว์ เด็กอัจฉริยะชาว จ.กาฬสินธุ์ สอบติดมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศจีน China Foreign Affairs University หรือ CFAU ในคณะการทูต ประจำปีการศึกษา 2011 จนกลายเป็นที่ฮือฮาในวงการศึกษาของประเทศไทย และสื่อมวลชนต่างให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. นายสิโรดม อ่ำสำอางค์ ประธานโครงการแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม AYC ประเทศไทย เปิดเผยว่า ทางโครงการ AYC จะมีการแต่งตั้งน้องอาโปว์ เป็นทูตวัฒนธรรมโครงการฯ พร้อมกับการดูแลอย่างดีจนจบการศึกษาและให้โอกาสในการทำงาน การทำธุรกิจ ซึ่งน้องอาโปว์ จะมีหน้าที่ในการเผยแพร่วัฒนธรรม ภาษา และกิจกรรมเพื่อสังคมอื่น ๆ ร่วมกับประเทศจีนระหว่างศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัย China Foreign Affairs University หรือ CFAU ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยระดับสูงสุดของประเทศจีน

นายสิโรดม กล่าวต่อว่า นอกจากนี้จะมีหน้าที่ในการถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ให้กับนักเรียนรุ่นน้องที่จะเข้ามาร่วมกับโครงการฯ ในแต่ละปีการศึกษา รวมถึงการเป็นผู้สอนภาษาจีนให้กับสถานศึกษาในประเทศไทย และที่ประเทศจีน ซึ่งจากการที่น้องอาโปว์ ที่ไปเรียนในต่างประเทศเพียง 9 เดือน แต่สามารถสอบติดมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศจีนได้ และยังสามารถ พูด อ่านเขียน ภาษาจีนได้เหมือนภาษาตัวเอง ทำให้ทุกคนได้รู้ว่าภาษาจีนไม่ยากอย่างที่หลาย ๆ คนคิด และทำให้เกิดแรงกระตุ้นที่จะทำให้เด็กไทยมีความตื่นตัวที่จะหันมาเรียนภาษา จีนกันมากขึ้น

“การที่ทางโครงการแต่งตั้งให้น้องอาโปว์เป็นทูตวัฒนธรรมนั้น ทางโครงการจะดูแลในทุกเรื่องโดยจะมีเงินเดือนให้เพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่าย รวมถึงค่าเดินทาง ซึ่งทางโครงการจะดูแลและรับเลี้ยงดูเหมือนลูกจะให้ทางครอบครัวของน้องสบายใจ ทั้งนี้ทางโครงการก็จะให้พนักงานระดับต้น ๆ ของบริษัทคอยเป็นพี่เลี้ยงให้น้องอาโปว์ด้วย โดยทางผู้บริหารของโครงการเองยังได้วางแผนที่จะพาตัวน้องอาโปว์ ไปพบผู้บริหารประเทศของจีน นอกจากนี้ในอนาคตได้วางแผนให้น้องอาโปว์ได้เขียนพ็อกเกตบุ๊กของตัวเอง โดยเนื้อหาจะเน้นถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ด้านวิชาการ ซึ่งตอนนี้เข้าใจว่าน่าจะมีเด็ก ๆ ที่เห็นแบบอย่างน้องอาโปว์และมีความต้องการที่จะเป็นเหมือนน้องอาโปว์จำนวน มาก จึงไม่แปลกที่น้องอาโปว์จะเป็นเหมือนต้นแบบของนักเรียนไทยในการสนใจและศึกษา ภาษาจีนอย่างจริงจัง ซึ่งโครงการฯมีความหวังต้องการให้คนไทยได้เรียนภาษาจีนเป็นภาษาที่ 2 ภาษาที่ 3 ให้มากขึ้น เพราะในปี ค.ศ. 2015 ประเทศจีนจะเปิดประเทศที่จะกลายเป็นจุดศูนย์กลางการค้า เศรษฐกิจของโลกในอนาคต ซึ่งประเทศไทยเองหากมีคนมีความรู้ภาษาจีนเยอะ ให้ความสนใจกับภาษาจีนโดยเฉพาะสถานศึกษาก็จะไม่เสียเปรียบทางการค้าในอนาคต ด้วย” นายสิโรดม กล่าว

สำหรับโครงการ AYC เป็นโครงการแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม ที่ดำเนินกิจการแบบไม่หวังผลกำไร มุ่งเน้นให้เด็กไทยได้มีโอกาสไปเรียนที่ต่างประเทศ โดยมีประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศสหรัฐราชอาณาจักร (UK) โดยจะส่งเด็กไปเรียนปีละกว่า 300 คน แต่ในส่วนของประเทศจีนยังมีน้อยมาก ซึ่งกระแสของน้องอาโปว์ที่เกิดขึ้นคาดว่าในปีการศึกษาหน้าจะมีผู้สนใจไป ประเทศจีนเพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว

ด้านนายยุทธนา เกียรติดำเนินงาม พ่อน้องอาโปว์ กล่าวว่า เหมือนเป็นนิมิตบอกเหตุไว้ว่าลูกสาวต้องไปอยู่เมืองจีนไปอยู่ต่างแดน เพราะเมื่อตรุษจีนที่ผ่านมาลูกสาวได้ไปตามหาบรรพบุรุษอยู่ที่ ซัวเถา หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งตัวของน้องอาโปว์จริง ๆ แล้วเขาเป็นลูกหลานของบรรพบุรุษแซ่เตียว ตัวเขาเองเป็นรุ่นที่ 4 ตอนนี้ทางปู่ที่อยู่เมืองจีนได้รับรู้ข่าวน้องอาโปว์และมีความปลื้มปีติเป็น อย่างมาก ซึ่งหากอาโปว์เดินทางกลับมาเรียนต่อที่ประเทศจีนอย่างถาวร ทางญาติก็จะเดินทางไปรับพร้อมกับจัดงานเลี้ยงต้อนรับหลานสาวตามธรรมเนียมของ คนจีนด้วย สำหรับกรณีที่ทางโครงการได้แต่งตั้งลูกสาวเป็นทูตวัฒนธรรมฯ นั้น ทางตนและครอบครัวมีความยินดีเป็นอย่างมาก ถือเป็นเกียรติยศและชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล ก็ต้องขอขอบคุณทางโครงการที่ได้มองเห็นความสามารถของตัวลูกสาว และเท่าที่ทราบก็จะมีการดูแลเป็นอย่างดีด้วย ทั้งนี้คนที่รู้ข่าวหลายคนทั้งญาติพี่น้องและเพื่อน ๆ ได้โทรศัพท์มาแสดงความยินดีและให้ความชื่นชมลูกสาวอย่างไม่ขาดสาย

วันเดียวกันที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา รองประธานมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (สอวน.) พร้อมด้วย ศ.นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาฯ ศ.กิตติคุณ ศักดา ศิริพันธ์ เลขาธิการมูลนิธิ สอวน. และ ศ.ดร.สุพจน์ หารหนองบัว คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกันแถลงข่าวประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่าง ประเทศ ครั้งที่ 42 ซึ่งจะจัดแข่งขันที่ จุฬาฯ ระหว่างวันที่ 10-18 ก.ค. นี้ โดย ศ.นพ.จรัส กล่าวว่า การแข่งขันครั้งนี้จะมี 84 ประเทศเข้าร่วมการแข่งขัน โดยแต่ละประเทศจะส่งเยาวชนเข้าร่วมแข่งขัน 5 คน และอาจารย์ควบคุม 2 คน ผู้สังเกตการณ์และผู้ติดตาม รวมประมาณ 650 คน ทั้งนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานมูลนิธิ สอวน. ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเสด็จฯ ทรงเป็นประธานในพิธีเปิดและพิธีมอบเหรียญรางวัล ในวันปิดการแข่งขันด้วย

ศ.นพ.ภิรมย์ กล่าวว่า สำหรับผู้แทนประเทศไทย 5 คน ได้แก่ นายกำพล อัครวราวงศ์ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ นายธิปก รักอำนวยกิจ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒปทุมวัน นายจิรัฏฐ์ จิระวิชิตชัย นายพงศภัค สวัสดิรักษ์ และนายภคพล ศุภนิรัติสัย โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ทั้งนี้ จุฬาฯ ได้จัดทำเว็บไซต์เพื่อให้ติดตามข่าวสารการแข่งขันได้ที่ www.ipo2011.org และชมการถ่ายทอดสดพิธีเปิดงานได้ที่ www.chula.ac.th

นายจิรัฏฐ์ หนึ่งในตัวแทนประเทศไทย กล่าวว่า แม้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ แต่ตนและเพื่อนก็ไม่รู้สึกหนักใจหรือกดดัน เพราะการแข่งขันไม่ว่าจะในหรือต่างประเทศก็เหมือนกัน แต่ครั้งนี้ถือว่าอบอุ่นที่ได้แข่งในประเทศ ซึ่งก็อยากให้คนไทยทุกคนช่วยเป็นกำลังใจให้ด้วย และจะพยายามคว้าเหรียญทองมาให้ได้เหมือนกับรุ่นพี่ที่เคยทำได้ถึง 5 เหรียญทองในการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศในครั้งก่อนที่ประเทศ โครเอเชีย.

ข่าวการศึกษา ที่มา เดลินิวส์

สนับสนุนโดย ข้อสอบ คลังข้อสอบออนไลน์

 

สพฐ.เพิ่มความศักดิ์สิทธิ์คะแนน O-NET เตรียมเพิ่มสัดส่วนคัดเด็กเรียนต่อม.1 และ ม.4 เริ่มปี 55

ที่โรงแรมปริ๊นซ์พาเลส มหานาค เมื่อวันที่ 11 พ.ค.54 นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตั้งเป้าว่าในปีการศึกษา 2554 ผลคะแนนการสอบแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือ O-NET ของเด็กไทยในวิชาภาษาไทยต้องอยู่ที่ 40% และวิชาคณิตศาสตร์ 35% โดยจะเริ่มในระดับชั้นป.6 ก่อน ซึ่งที่ประชุมยินดีที่จะนำเป้าหมาย และความคาดหวังนี้ไปวางแผนในเชิงปฏิบัติ พร้อมทั้งประเมินศักยภาพว่าแต่ละโรงเรียนสามารถตั้งเป้าผลคะแนน O-NET ให้เพิ่มขึ้นได้เท่าใด เนื่องจากแต่ละโรงเรียนมีบริบทที่แตกต่างกัน ส่วนชั้นม.3 และ ม.6 คงต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้บริหารสถานศึกษาก่อน เพราะจุดเน้นนั้นแตกต่างจากชั้น ป.6 และมีความมุ่งหมายในตัวผู้เรียนแตกต่างกัน

“หลังจากนี้โรงเรียนต้องจัดกิจกรรมซ่อมเสริมให้กับนักเรียนที่คะแนนต่ำกว่า เกณฑ์ที่สพฐ.กำหนด ทั้งนี้ สพฐ.ตั้งเป้าหมายดังกล่าวขึ้น เพื่อต้องการให้ O-NET มีความศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น โดยในปีการศึกษา 2555 สพฐ.จะนำคะแนน O-NET มาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการคัดเลือกเข้าเรียนต่อม.1 และม.4 ซึ่งจะมีการออกประกาศการรับนักเรียนว่าจะต้องใช้คะแนน O-NET ในสัดส่วนเท่าใด” นายชินภัทร กล่าว

นายชินภัทร กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ได้มอบให้เขตพื้นที่ฯ บริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กอย่างจริงจัง โดยมุ่งไปที่โรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนน้อยกว่า 40 คน ซึ่งมีประมาณ 2,500 แห่งก่อน ซึ่งเขตพื้นที่ฯ ต้องกำหนดรายชื่อโรงเรียนในแผนที่ว่าอยู่ในเขตใด และทำแผนบริหารจัดการว่าจะยุบรวม หรือยุบเลิก ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องยุบทั้งหมด 2,500 แห่ง โดยจะให้เวลา 1 เดือน เพื่อทำแผนการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กให้ชัดเจน

“ส่วนที่สภาการศึกษาทางเลือกแสดงความกังวลต่อการยุบโรงเรียนขนาดเล็กนั้น สพฐ.ขอชี้แจงว่าก่อนที่จะยุบรวม หรือยุบเลิกนั้น เขตพื้นที่ฯต้องทำประชาพิจารณ์ก่อน ไม่ใช่จะยุบเลิกทันที โดยหลังจากนี้เขตพื้นที่ฯ ต้องประสานกับชุมชน และกลุ่มสภาการศึกษาฯ สามารถส่งรายชื่อโรงเรียนขนาดเล็กที่ต้องการใช้ประโยชน์มาได้ ซึ่งผมจะส่งให้เขตพื้นที่ฯ ใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาต่อไป ทั้งนี้แนวคิดเรื่องการยุบโรงเรียนคงต้องเดินหน้าต่อไป เพราะโรงเรียนขนาดเล็กมีจำนวนมาก และเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทำให้ดึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการลง ภายใต้สภาวะทรัพยากรบุคลากร และงบประมาณที่จำกัด ” นายชินภัทร กล่าว

อนึ่ง ขณะนี้มีโรงเรียน 137 แห่งที่ไม่มีนักเรียน ส่วนโรงเรียนที่มีนักเรียน 1-20 คน มี 444 แห่ง นักเรียน 21-40 คน มี 1,964 แห่ง นักเรียน 41-60 คน มี 3,082 คน นักเรียน 61-80 คน มี 3,355 คน นักเรียน 81-100 คนมี 3,040 คน นักเรียน 101-120 คน มี 2,372 คน

ที่มา สยามรัฐ
http://www.siamrath.co.th/web/?q=node/58516