Posts Tagged ‘ ข่าว ’

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า การปรับเงินเดือนข้าราชการครูฯ จะต้องปรับแน่นอนตามนโยบายรัฐบาล โดยจะดูแลทั้งระบบ ซึ่งตนกำลังพิจารณาว่า เมื่อปรับเงินเพิ่มให้จะต้องเพิ่มประสิทธิภาพของครูด้วย เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพของนักเรียน ไม่ใช่ว่าปรับเพิ่มเงินเดือนให้แล้ว ครูไม่ต้องทำอะไร หรือแค่ทำงานไปเรื่อยๆ ดังนั้น การปรับเพิ่มเงินเดือนดังกล่าวจะไม่ปรับให้อัตโนมัติ แต่จะต้องประเมินคุณภาพของครูแต่ละคนก่อน และไม่จำเป็นต้องปรับพร้อมๆ กันทุกคน

“สิ่งที่ผมต้องการ คือให้ข้าราชการครูฯมีเงินขั้นต่ำที่สามารถเลี้ยงชีพได้ โดยจะเข้าไปดูแลเรื่องค่าครองชีพของครูด้วย ส่วนรายละเอียดจะต้องปรับอย่างไร มีหลักเกณฑ์อะไรบ้างนั้น ได้มอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปจัดทำกันอยู่ ทั้งนี้ คาดว่าการปรับเพิ่มเงินเดือนข้าราชการครูฯน่าจะเริ่มได้หลังจากได้รับงบ ประมาณปี 2555 คือในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2555″ นายวรวัจน์กล่าว

รัฐมนตรีว่าการ ศธ.กล่าวต่อว่า การปรับเพิ่มเงินเดือนครั้งนี้เชื่อว่าจะช่วยให้ข้าราชการครูฯมีกำลังใจที่ ดีขึ้น เพราะจากข้อมูลที่ได้รับรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและ สวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) พบว่าข้าราชการครูฯมีหนี้สินรวมประมาณ 7 แสนล้านบาท ซึ่งตนถือเป็นวิกฤตอย่างมากที่จะต้องลงไปจัดการแก้ไข เพราะหากไม่ควบคุมอัตราหนี้สินไม่ให้เพิ่มขึ้นแล้ว จะเป็นเรื่องยากมากที่จะจัดการปัญหานี้ ทั้งนี้ ตนจะไม่ให้มีการปล่อยกู้เพิ่มเติมแก่ข้าราชการครูฯ โดยเฉพาะการปล่อยกู้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 87 แห่ง ที่ได้ปล่อยกู้อย่างอิสระให้กับข้าราชการครูฯมาโดยตลอด ต่อไปจะต้องเข้าไปดูไม่ให้ปล่อยกู้เพิ่ม และทุกโครงการต้องระงับด้วย รวมทั้งโครงการปล่อยกู้ของกองทุนการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและ บุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) เพราะตนคิดว่าหากข้าราชการครูฯยังมีปัญหาหนี้สินอยู่ ก็คงไม่มีจิตใจที่จะสอนหนังสือแน่นอน

ที่มา มติชนออนไลน์

 

นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ตนได้มอบหมายให้กรมบัญชีกลางไปศึกษาหลักเกณฑ์และเงื่อนไข นโยบายการปรับรายได้ขั้นต่ำผู้ที่จบปริญญาตรีโดยเฉพาะผู้เข้ามาทำงานในระบบ ราชการ เพื่อนำเข้าที่ประชุมครม. ภายใน 2 สัปดาห์ และคาดว่าดีเดย์เริ่มดำเนินการได้ในวันที่ 1 มกราคม 2555 มีแนวทางดำเนินการจ่ายเป็นเงินช่วยค่าครองชีพ ซึ่งดำเนินการได้ทันที โดยแก้ไขระเบียบกระทรวงการคลัง ให้กลุ่มบุคลากรภาครัฐที่จะได้รับการปรับเพิ่มรายได้ครั้งนี้ ครอบคลุม 5 กลุ่มคือ ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวที่จ้างจากเงินงบประมาณ พนักงานราชการ และทหารกองประจำการ

สำหรับบุคลากรภาครัฐที่มีเงินเดือนและค่าจ้างต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน จำนวน 649,323 คน แบ่งเป็นผู้มีวุฒิปริญญาตรีขึ้นไปจำนวน 346,365 คน ซึ่งจะได้รับเงิน พ.ช.ค.เพิ่มรวมเงินเดือน ส่วนผู้มีวุฒิการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี 302,958 ราย ยังคงได้รับเงิน 1,500 บาทเช่นเดิม นอกจากนี้กลุ่มที่ได้รับค่าจ้างเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงประจำไม่ถึง 9,000บาท ก็จะได้รับเงิน พ.ช.ค. เพิ่มเป็น 9,000 บาทด้วย โดยจะใช้งบประมาณปีละ 24,533 ล้านบาท

“คาดว่าจะมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะผู้ที่ได้รับรายได้ 15,000 บาทจะใช้เงินในการอุปโภคบริโภคเต็มที่ แต่ถ้าเราช่วยคนที่มีรายได้ 2-3 หมื่นบาทต่อเดือนจะเป็นการช่วยออมทรัพย์มากกว่าที่จะเป็นการกระตุ้นการจับ จ่าย เพื่อให้กำลังซื้อในประเทศหมุนได้หลายรอบ” นายวิรุฬกล่าว และว่า

เมื่อรายได้ข้าราชการเพิ่มขึ้นคนที่มีคุณภาพก็จะเข้าสู่ระบบราชการ เป็นธรรมชาติ ขณะเดียวกันเอกชนก็ต้องปรับปรุงตัว เมื่ออยากได้คนมีความสามารถก็ต้องจ้างด้วยเงินที่สูงขึ้น

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ

 

“ส.อ.ท.” ยื่นคำขาดค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท นำร่อง 7 จังหวัด ขอทยอยปรับในกรอบเวลา 3–4 ปี หวั่นธุรกิจเอสเอ็มอีระส่ำ พร้อมสวนนโยบาย “กิตติรัตน์” เงินอาชีวะ 16,000 บาท สูงกว่าปริญญาตรี 15,000 บาท ส่งสัญญาณอันตรายโครงสร้างการจ้างงานบิดเบี้ยว ด้านเด็กปั๊ม ปตท.เฮรับค่าแรงงานขั้นต่ำ 300 บาท

นายสมมาต ขุนเศษฐ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า กรณีที่กระทรวงแรงงานจะมีการหารือกับ ส.อ.ท.ในเรื่องการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันนำร่องใน 7 จังหวัดได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ สมุทรสาคร ปทุมธานี นครปฐม นนทบุรี และภูเก็ต โดยกระทรวงแรงงานต้องการให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 1 ม.ค. 2555 นั้น ส.อ.ท.ยังจะยืนยันในหลักการเดิมที่ควรมีทยอยการปรับขึ้นค่าแรงให้แรงงานใน กรอบระยะเวลา 3-4 ปี และเห็นด้วยกับหลักการนำร่องใน 7 จังหวัด แต่กระทรวงแรงงานต้องมีกรอบเวลาที่ชัดเจน เพราะหากให้นายจ้างปรับขึ้นทันที 300 บาทต่อวัน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2555 ส.อ.ท.ก็จะยังเดินหน้าคัดค้าน เพราะต้องเข้าใจว่าผู้ประกอบการมีความสามารถในการรับภาระแตกต่างกันตามฐานะ ของกิจการ

นายสมมาตกล่าวถึงกรณีที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ต้องการเห็นองค์กรที่เป็นเจ้าของกิจการขนาดใหญ่ประกาศว่าผู้ที่จบการศึกษา ระดับอาชีวะระดับ ปวช. และ ปวส. จะได้รับเงินเดือนขั้นต่ำ 16,000 บาทต่อเดือน ว่า ส.อ.ท.ก็อยากให้นายกิตติรัตน์ ดูข้อเท็จจริงว่าระดับช่างฝีมือในการจ้างงาน และเนื้อหาของงานของนายจ้างแต่ละกิจการมีความแตกต่างกัน เพราะเด็กจบใหม่ยังไม่มีประสบการณ์การทำงาน และขาดทักษะฝีมือ ก็ต้องใช้เวลาในการฝึกฝนความชำนาญในสายงาน แต่หากเป็นช่างฝีมือแรงงานที่มีความชำนาญในการทำงาน 3-4 ปี เงินเดือนที่นายจ้างจ่ายให้ขณะนี้ก็จะสูงกว่าปริญญาตรีอยู่แล้ว แต่หากเด็กจบใหม่แล้วจะให้เงินเดือนตามที่นายกิตติรัตน์ต้องการคงเป็นไปได้ ยาก และหากนายกิตติรัตน์ต้องการเห็นเงินเดือนดังกล่าวกับเด็กที่จบการศึกษาใหม่ ก็ต้องให้หน่วยงานหรือนายจ้างภาครัฐนำร่องไปก่อน

“ถ้าลูกจ้างมีความสามารถมีทักษะการทำงานที่เก่งจริง ไม่ต้องกลัวว่านายจ้างจะไม่ยอมจ่ายเงินเดือนตามที่ต้องการ เพราะบางช่วงเวลานายจ้างก็แย่งตัวลูกจ้างในบางสายงานเช่นกัน อาทิ ช่างรถยนต์ เป็นต้น”

นายธนิต โสรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า รัฐบาลควรแยกแยะให้ออกระหว่างแรงงานมีฝีมือกับแรงงานขั้นต่ำให้ชัดเจน เพราะผู้ที่จบอาชีวะระดับ ปวช. ปวส. มีทั้งสาขาช่าง และสาขาพาณิชย์ มีทั้งเด็กที่เก่ง และต้องใช้เวลาเรียนรู้ หากจำกัดความว่าต้องการให้นายจ้างจ่ายเงินเดือนตามที่รัฐบาลต้องการก็อาจ เป็นสัญญาณอันตรายต่อการจ้างงานได้ว่า เงินเดือนของผู้ที่จบต่ำกว่าปริญญาตรีได้รับเงินเดือนสูงกว่าปริญญาตรีที่ รัฐบาลจะให้เดือนละ 15,000 บาท เนื่องจากผู้จบสายอาชีวะมีฐานที่ใหญ่ หรือประมาณ 6-7 ล้านคน

ด้านนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท.มีนโยบายที่จะปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำจำนวนวันละ 300 บาท ในกลุ่มของผู้ใช้แรงงานที่มีสัญญาจ้าง ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ของ ปตท. และบริษัทในกลุ่ม ปตท. โดยตรงตามนโยบายของรัฐบาล โดยในส่วนของภาระต้นทุนที่สูงขึ้นคิดเป็นมูลค่า 500 ล้านบาทต่อปี ปตท.จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในส่วนนี้ ทั้งนี้ จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2555 โดยจะดำเนินการในเมืองหลักก่อน เช่น กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรปราการ และภูเก็ต โดยจะทยอยดำเนินการในจังหวัดอื่นๆ ต่อไป.

ที่มา ไทยรัฐ

 

นางสุทธศรี วงษ์สมาน รองเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จัดประชุมคณะอนุกรรมการสภาการศึกษาด้านการวางแผนการผลิตและพัฒนากำลังคนตาม ความต้องการของประเทศ ครั้งที่ 4/2554 โดยมีนายดุสิต นนทะนาคร ประธานหอการค้าไทย เป็นประธาน ที่ประชุมรับทราบผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ปี 2011 โดยไอเอ็มดี (Institute for Management Development) พบว่า แม้ผลการดำเนินงานแต่ละตัวบ่งชี้จะดีขึ้น แต่อันดับความสามารถเมื่อเทียบกับนานาชาติยัังไม่เป็นที่พอใจ เนื่องจากความสามารถในการแข่งขันทางด้านการศึกษาของไทย ในปี 2011 ไทยอยู่ที่อันดับ 51 จากทั้งหมด 59 ประเทศ ส่วนภาพรวมของไทยอยู่ในอันดับที่ 27 พบว่าอันดับต่ำกว่าปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 26 จึงมีข้อเสนอว่าควรมีการเร่งปฏิรูปการศึกษา โดยเน้นเรื่องคุณภาพทั้งครู ผู้เรียน ปรับหลักสูตรการเรียนการสอน มุ่งผลสัมฤทธิ์ โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ พัฒนาวิชาการให้เข้มแข็ง ควบคู่คุณธรรม จริยธรรม ให้เด็กเรียนรู้ได้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ

รองเลขาธิการ สกศ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบผลการสำรวจความต้องการแรงงานของกลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศ ไทย ปี พ.ศ.2554-2555 และเห็นว่า คณะอนุกรรมการฯ ชุดนี้ ซึ่งมาจากทุกภาคส่วนจากหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม จะต้องทำให้ข้อมูลความต้องการกำลังแรงงานมีความชัดเจนให้ได้ เพื่อภาคการผลิตจะได้นำมาวางแผนการผลิตให้สอดคล้องและทันต่อเหตุการณ์

ที่มา ข่าวสดออนไลน์

 

หัวข้อข่าว : “วรวัจน์” ดื้อไม่ฟังเสียงค้าน แบ่งงานตามภาค กุมนโยบายบริหารส่วนกลางทั้งหมด

“วรวัจน์” เซ็นแบ่งงานดื้อไม่ฟังเสียงค้าน ยันให้รับผิดชอบเป็นภาคและงานตามที่ รมว.ศธ.มอบหมาย โดย “บุญรื่น” คุมงานภาคอีสาน “สุรพงษ์” คุมภาคกลาง ยกเว้นงานด้านนโยบาย การบริหารทั้งหมดที่สำคัญให้เป็นอำนาจ รมว.ศธ.เพียงผู้เดียว

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า วันนี้ (1 ก.ย.) ตนได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่ สร.711/2554 เรื่อง มอบอำนาจให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการสั่งและปฏิบัติราชการแทน ดังนี้ 1.นางบุญรื่น ศรีธเรศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) สั่งและปฏิบัติราชการแทน ในส่วนราชการต่อไปนี้ สำนักงานปลัด ศธ.สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย จังหวัดเลย หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี นครพนม มุกดาหาร สกลนคร กาฬสินธุ์ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ยโสธร ศรีสะเกษ อำนานเจริญ อุบลราชธานี และ บึงกาฬ

2.นายสุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล รมช.ศธ.สั่งและปฏิบัติราชการแทน ส่วนราชการดังต่อไปนี้ สป.ศธ. สกศ. สพฐ. สอศ.และ สกอ.ในเขตพื้นที่ภาคกลาง ประกอบด้วย จังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี ชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี สมุทรปราการ สระแก้ว กาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี สุพรรณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร

นายวรวัจน์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ยังมอบหมายให้ รมช.ศธ. ทั้ง 2 คนทำหน้าที่ตอบกระทู้ ชี้แจงญัตติ การเสนอชี้แจงกฎหมาย หรือภารกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับรัฐสภา หรือเกี่ยวข้องกับหน่วยงานในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบ รวมถึงรับผิดชอบงานอื่นๆ ตามภารกิจที่ตนได้มอบหมาย จะยกเว้นการปฏิบัติงานเรื่องนโยบาย การบริหารงบประมาณ การบริหารงานบุคคล เรื่องที่จะต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรี เรื่องกฎหมายระเบียบข้อบังคับ หรือคำสั่ง หรือมติ ครม.ที่ระบุว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของ รมว.ศธ.โดยตรง เรื่องที่จะต้องนำเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณา เรื่องที่สมควรให้ รมว.ศธ.พิจารณาสั่งการ และในภารกิจใดก็ตามที่มอบให้ รมช.ศธ.ปฏิบัติราชการแทนเมื่อปฏิบัติเสร็จแล้วให้นำเสนอ รมว.ศธ.เพื่อทราบโดยเร็ว

ที่มา ASTVผู้จัดการออนไลน์

 

“สพฐ.”รับลูก”วรวัจน์”ผุดหลักสูตรแท่งใหม่ เน้นสอนอาชีพในโรงเรียน โดยเป็นหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่นและมีการวางแผนในระดับมหภาค

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ได้มอบนโยบายองค์กรหลักที่มีสถานศึกษา ในสังกัดให้เน้นการจัดการศึกษาให้มีความเชื่อมโยงกับอาชีพนั้นว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ได้เตรียมดำเนินการการ ปรับหลักสูตรการเรียนการสอนและสัดส่วนของเวลาเพื่อให้นักเรียนได้เรียนภาค ปฏิบัติเกี่ยวกับวิชาชีพเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการให้นักเรียนมีเจตคติเกี่ยวกับวิชาชีพ ซึ่งจะเริ่มส่งเสริมตั้งแต่ระดับประถมศึกษามัธยมศึกษาตอนต้น ไปจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยให้มีการจัดการเรียนการสอนและปฏิบัติเกี่ยวกับวิชาชีพเพิ่มมากขึ้น โดยจะเน้นให้นักเรียนได้มีเจตคติ และทักษะเกี่ยวกับการประกอบอาชีพ โดยจะเพิ่มความเข้มข้นขึ้นในทุกระดับ โดยในระดับประถมศึกษา จะเน้นให้เด็กได้รับรู้ มีเจตคติที่ดีต่อการทำงาน และแสวงหาความชอบของตนเอง ส่วนระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย จะเน้นการเตรียมความพร้อมสู่การประกอบอาชีพ ทั้งนี้ความเข้มข้นของการส่งเสริมในเรืองดังกล่าวจะมีความเข้มข้นมากที่สุด ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งจะเน้นส่งเสริมทั้งโรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนขนาดกลางและโรงเรียนขนาดใหญ่

เลขาธิการกพฐ. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้สพฐ.จะเสนอให้เปิดหลักสูตรแท่งใหม่ที่เป็นการเตรียมตัวเพื่อการมี งานทำ(Career Prep.) โดยจะเป็นหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่นและจะต้องมีการวางแผนในระดับมหภาค ซึ่งต้องร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆในศธ.ด้วย เช่น สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาต้องจัดทำแผนยุทธศาสตร์ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาจะต้องมีหน้าที่ในการวิจัยศักยภาพของพื้นที่ จังหวัดและลงมาช่วยการจัดหลักสูตรให้การศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยสิ่งเหล่านี้จะต้องมีความยึดโยงเชื่อมต่อกันทั้งหมด อย่างไรก็ตามหลักสูตรCaree Prep ที่จะใช้นั้นนายวรวัจน์เห็นว่าควรจะต้องส่งเสริมให้เด็กได้ค้นหาตัวเองใน เรื่องอาชีพในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ดังนั้นสพฐ.จะใช้หลักสูตรนี้ตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งจะปรับเนื้อหา กิจกรรมเข้าไปในโครงสร้างหลักสูตรในปัจจุบันซึ่งอาจจะเป็นวิชาเสริมหรือวิชา เลือก โดยจะต้องทำนำร่องในโรงเรียนทั้ง 3 กลุ่มก่อน

“สำหรับโครงการเรียนฟรีเรียนดี 15 ปีอย่างมีคุณภาพที่นายวรวัจน์ให้สพฐ.มาดำเนินการพิจารณานั้นจะมีการปรับแนว ทางการจัดสรรเงินอุดหนุนที่ตรงกับความต้องการของผู้เรียนมากขึ้น โดยจะไม่เป็นรายการที่จัดให้เหมือนกันหมดทุกคนแต่จะให้นักเรียนและผู้ปกครอง เลือกรายการที่ต้องการภายใต้เงินอุดหนุนที่จะจัดสรรให้นักเรียนแต่ละคนใน อัตราเดียวกัน ทั้งนี้สพฐ.จะสำรวจความต้องการของนักเรียนและผู้ปกครองก่อนจากนั้นจะนำผลการ สำรวจมาพิจารณาประกอบร่วมกับข้อมูลในปีที่ผ่านมาว่ารายการใดที่จัดสรรให้นัก เรียนแล้วมีประโยชน์และส่งผลดีต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนก็จะดำเนินการต่อ แต่หากมีผลน้อยก็จะต้องนำกลับมาทบทวน

ที่มา สยามรัฐ

 

กระทรวง การคลัง เตรียมเสนอ ครม. เพื่อปรับรายได้บุคลากรภาครัฐ วุฒิปริญญาตรีขั้นต่ำต้องรับ 15,000 บาท พร้อมทั้ง พิจารณาให้ปรับกลุ่มที่ต่ำกว่าปริญญาตรีด้วย

นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลเรื่องการปรับรายได้ให้แก่บุคลากรภาครัฐ โดยเฉพาะที่ผู้จบปริญญาตรีเมื่อเข้ามาทำงานในระบบราชการควรมีรายได้ขั้นต่ำ อย่างน้อย 15,000 บาทต่อเดือน ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลกรมบัญชีกลาง จึงได้มอบหมายให้กรมบัญชีกลางไปศึกษาพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขต่างๆ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล และนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

นายวิรุฬ กล่าวว่า โดยหลักเกณฑ์ทั่วๆ ไป ที่กรมบัญชีกลางได้เสนอมาก็จะเป็นการกำหนดกลุ่มบุคลากรภาครัฐ ที่จะได้รับการปรับเงินเพิ่มในครั้งนี้ซึ่งอยู่ในอำนาจการพิจารณาของกระทรวง การคลัง และอัตราเงินเพิ่มที่จะได้รับตามเงื่อนไขต่าง ๆ ของแต่ละกลุ่มฯ โดยแนวทางจะดำเนินการจ่ายเป็นเงินช่วยค่าครองชีพ (พ.ช.ค.) ซึ่งจะสามารถดำเนินการได้ทันทีตามอำนาจของกระทรวงการคลัง โดยการแก้ไขระเบียบกระทรวงการคลัง โดยกลุ่มบุคลากรภาครัฐที่จะพิจารณาปรับเพิ่มรายได้ครั้งนี้จะครอบคลุม 5 กลุ่ม คือ

ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวที่จ้างจากเงินงบประมาณ พนักงานราชการ และทหารกองประจำการ ที่อยู่ในอำนาจการพิจารณาของกระทรวงการคลังโดยการแก้ไขระเบียบกระทรวงการ คลัง และตามฐานข้อมูลบุคลากรภาครัฐจากระบบการเบิกจ่ายเงินเดือนค่าจ้างที่กรม บัญชีกลางกำกับดูแลอยู่นั้น ปัจจุบันมีบุคลากรภาครัฐที่มีเงินเดือนและค่าจ้างต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน จำนวน 649,323 คน แบ่งเป็นตำแหน่งที่ใช้วุฒิปริญญาตรี ขึ้นไป จำนวน 346,365 คน ต่ำกว่าปริญญาตรีโดยรวมถึงทหารกองประจำการจำนวน 302,958 ราย โดยผู้ที่วุฒิปริญญาตรีขึ้นไปจะได้รับเงิน พ.ช.ค. เพิ่มรวมเงินเดือนเป็น 15,000 บาท สำหรับผู้ที่วุฒิต่ำกว่าปริญญาตรียังคงได้รับเงิน พ.ช.ค. 1,500 บาท เช่นเดิม โดยจะขยายเพดานอัตราเงินที่ได้รับเพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนี้กลุ่มที่ได้รับเงินเดือนค่าจ้างและทหารกองประจำการที่ได้รับเงิน เดือนและเบี้ยเลี้ยงประจำ ไม่ถึง 9,000 บาท ก็จะได้รับเงิน พ.ช.ค. เพิ่มรวมกันให้ได้รับเป็น 9,000 บาท ด้วย โดยจะใช้เงินงบประมาณ ประมาณปีละ 24,533 ล้านบาท ซึ่งได้มีการศึกษาผลกระทบด้านต่าง ๆ แล้วไม่เป็นปัญหา

“การปรับรายได้ดังกล่าวกระทรวงการคลังได้เสนอแนวทางโดยสอดคล้องกับนโยบายของ รัฐบาลเพื่อให้บุคลากรภาครัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นและเหมาะสมกับภาวะค่าครองชีพ และเป็นการช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจดียิ่งขึ้น โดยคาดว่าจะเริ่มใช้ในเดือนมกราคม 2555 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่บุคลากรภาครัฐ สำหรับกลุ่มอื่น ๆ ได้มอบหมายให้กรมบัญชีกลางไปศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อไป” นายวิรุฬกล่าว

ที่มา มติชนออนไลน์

 

‘วรวัจน์’ยันต้องสนองนโยบายรัฐบาล ปรับเพิ่มรายได้’ครู-บุคลากร-ลูกจ้าง’ทั้งระบบ รวมกว่า 4 แสนคน พร้อมดูแลค่าครองชีพ

จากกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น พื้นฐาน (สพฐ.) เตรียมเสนอ 2 สูตร ในการปรับเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและลูกจ้างประจำ รวม 64,045 คน ที่มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี แต่มีเงินเดือนต่ำกว่า 15,000 บาท ให้ได้รับเงินเดือน15,000 บาท ตามนโยบายรัฐบาล โดยเตรียมเสนอคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ให้ความเห็นชอบ ก่อนเสนอนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พิจารณาดำเนินการซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณเพิ่มเติมเดือนละ 223 ล้านบาทนั้น

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการ ศธ. กล่าวว่า การปรับเงินเดือนข้าราชการครูฯ จะต้องปรับแน่นอนตามนโยบายรัฐบาล โดยจะดูแลทั้งระบบ ซึ่งตนกำลังพิจารณาว่า เมื่อปรับเงินเพิ่มให้จะต้องเพิ่มประสิทธิภาพของครูด้วย เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพของนักเรียน ไม่ใช่ว่าปรับเพิ่มเงินเดือนให้แล้วครูไม่ต้องทำอะไร หรือแค่ทำงานไปเรื่อยๆดังนั้น การปรับเพิ่มเงินเดือนดังกล่าวจะไม่ปรับให้อัตโนมัติ แต่จะต้องประเมินคุณภาพของครูแต่ละคนก่อน และไม่จำเป็นต้องปรับพร้อมๆ กันทุกคน

“สิ่งที่ผมต้องการ คือ ให้ข้าราชการครูฯมีเงินขั้นต่ำที่สามารถเลี้ยงชีพได้ โดยจะเข้าไปดูแลเรื่องค่าครองชีพของครูด้วย ส่วนรายละเอียดจะต้องปรับอย่างไร มีหลักเกณฑ์อะไรบ้างนั้น ได้มอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปจัดทำกันอยู่ ทั้งนี้คาดว่าการปรับเพิ่มเงินเดือนข้าราชการครูฯน่าจะเริ่มได้หลังจากได้ รับงบประมาณปี 2555 คือในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2555″ นายวรวัจน์กล่าว

รัฐมนตรีว่าการ ศธ.กล่าวต่อว่า การปรับเพิ่มเงินเดือนครั้งนี้เชื่อว่าจะช่วยให้ข้าราชการครูฯมีกำลังใจที่ ดีขึ้น เพราะจากข้อมูลที่ได้รับรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและ สวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.) พบว่าข้าราชการครูฯมีหนี้สินรวมประมาณ 7 แสนล้านบาท ซึ่งตนถือเป็นวิกฤตอย่างมากที่จะต้องลงไปจัดการแก้ไข เพราะหากไม่ควบคุมอัตราหนี้สินไม่ให้เพิ่มขึ้นแล้ว จะเป็นเรื่องยากมากที่จะจัดการปัญหานี้ ทั้งนี้ ตนจะไม่ให้มีการปล่อยกู้เพิ่มเติมแก่ข้าราชการครูฯโดยเฉพาะการปล่อยกู้ของ สหกรณ์ออมทรัพย์ครู87 แห่ง ที่ได้ปล่อยกู้อย่างอิสระให้กับข้าราชการครูฯมาโดยตลอด ต่อไปจะต้องเข้าไปดูไม่ให้ปล่อยกู้เพิ่ม และทุกโครงการต้องระงับด้วย รวมทั้งโครงการปล่อยกู้ของกองทุนการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและ บุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) เพราะตนคิดว่าหากข้าราชการครูฯยังมีปัญหาหนี้สินอยู่ ก็คงไม่มีจิตใจที่จะสอนหนังสือแน่นอน

ด้านนายสุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่าสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)ยังไม่ได้คิดสูตรการปรับขึ้นเงินเดือน เพราะเรื่องการขึ้นเงินเดือนข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ต้องขึ้นอยู่กับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เป็นหลัก ดังนั้น ต้องรอดูท่าทีของสำนักงาน ก.พ.ก่อน อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ถือเป็นนโยบายของรัฐบาลที่คิดว่าคนที่จบปริญญาตรีแล้วมีงานทำ ควรจะได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับความรู้ ความสามารถและคงจะมีการวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียแล้ว แต่ถ้าพูดถึงแง่ของบัณฑิตที่จบในสาขาวิชาเดียวกันแต่ต่างสถาบัน ปัจจุบันถ้าไปทำงานในภาคเอกชนมักจะได้รับค่าตอบแทนที่ไม่เท่ากัน โดยบัณฑิตบางสถาบันจะได้มากกว่า เพราะสถานประกอบการมั่นใจในคุณภาพ ซึ่งถือว่าเป็นสิทธิของผู้ประกอบการ

“แต่ต่อไปถ้าสถานประกอบการต้องถูกบังคับ ให้จ่ายเงินเดือนที่สูงขึ้นดังกล่าว ก็อาจจะเลือกบัณฑิตจากสถาบันที่มั่นใจเท่านั้น ทำให้บัณฑิตจากบางสถาบันไม่ถูกคัดเลือก และกลายเป็นปัญหาว่างงานตามมา ดังนั้นจึงควรถือโอกาสนี้ในการยกระดับคุณภาพบัณฑิต ซึ่งหมายถึงการปรับปรุงการเรียนการสอนและหลักสูตร เพื่อให้มหาวิทยาลัยต่างๆ ผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพใกล้เคียงกัน” นายสุเมธกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงลูกจ้างประจำทั้งระบบใน ศธ. มีจำนวนรวมกว่า 4 แสนคน

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

 

ศธ.เร่งปรับงบศึกษาสนอง นโยบายรัฐ ขานรับจุดเน้นเรียนจบมีงานทำ เบรกสร้างห้องสมุดมุ่งแจก “แท็บเล็ต” รมว.ศึกษาธิการ เตรียมแจงนโยบายการศึกษาด้านอุดมศึกษาให้กับอธิการบดีมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ 2 ก.ย.นี้ …

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยถึงการจัดทำแผนบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2555-2558 ของกระทรวงศึกษาธิการ และการพิจารณางบประมาณปี 2555 ว่า โครงการต่างๆของแต่ละหน่วยงานยังไม่สัมพันธ์กันคงต้องปรับลดงบฯในโครงการที่ ไม่จำเป็นของแต่ละองค์กรหลัก หากเลื่อนไปได้ก็ให้เลื่อน เช่น โครงการจัดทำห้องเรียนคอมพิวเตอร์ซึ่งอาจไม่จำเป็นเพราะจะมีโครงการนำแท็บ เล็ตมาใช้อยู่แล้ว รวมทั้งการสร้างห้องสมุดในสถานศึกษา ทั้งนี้ตนจะเร่งให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว

ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าว ว่า สพฐ.กำลังปรับงบเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายโดยต้องเชื่อมโยงกับนโยบายรัฐบาล ยุทธศาสตร์กระทรวงศึกษาฯ และจุดเน้นของนายวรวัจน์ที่ต้องการให้การศึกษาพัฒนาประเทศ ถือเป็นกระบวนการจัดการศึกษาที่ไม่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการเพียงอย่าง เดียว โดยมี 9 แผนงานสำคัญ อาทิ แผนงานโอกาสทางการศึกษา เน้นเรื่องการสนับสนุนตั้งแต่แรกเกิดจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐานและเตรียมความ พร้อมระดับการศึกษาปฐมวัยอย่างเข้มข้นมากขึ้น แผนงานพัฒนาศักยภาพผู้เรียนจะเน้นเรื่องการใช้แท็บเล็ตให้เกิดประโยชน์อย่าง สูงสุด พร้อมการพัฒนาเนื้อหาสาระของผู้เรียนให้มีความพร้อม โดยเฉพาะนักเรียนช่วงชั้นที่ 1 หรือ ป.1-3 ขณะเดียวกันต้องพัฒนาหลักสูตรให้เข้าวิชาชีพเพื่อเรียนรู้สู่งานอาชีพและ เตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนด้วย งบทั้งสิ้น 285,000 ล้านบาท

ดร.สุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา กล่าวว่า ในส่วนของ สกอ.มี 3 โครงการหลัก ได้แก่ 1.การให้มหาวิทยาลัยเข้าไปร่วมพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนตั้งแต่ ม.ปลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของแต่ละพื้นที่ งบฯ 3,000 ล้านบาท 2.การสำรวจศักยภาพ ทรัพยากร สภาพภูมิศาสตร์ วัฒนธรรมของแต่ละจังหวัด เพื่อจะได้นำมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์การดำเนินงานของแต่ละจังหวัด งบฯ 180 ล้านบาท และ 3.การตั้งกองทุนตั้งตัวได้ที่จะให้มหาวิทยาลัยเข้าไปช่วยส่งเสริมวิสาหกิจ ชุมชน โดยการสร้างผู้ประกอบการรายย่อย งบฯ 20,000 ล้านบาท ขณะนี้มหาวิทยาลัยต่างๆยังไม่เข้าใจการของบฯเพื่อสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ดังนั้น ในวันที่ 2 ก.ย.นี้ รมว.ศึกษาธิการ จะชี้แจงนโยบายการศึกษาด้านอุดมศึกษาให้กับอธิการบดีมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ.

ที่มา: http://www.thairath.co.th

 

ทุกแท่งเด้งรับบรูณาการการศึกษา เน้นจัดการศึกษาเพื่อการมีงานทำ

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.)เปิดเผยถึงการจัดทำแผนบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2555-2558 ของ ศธ. และการพิจารณางบประมาณปี2555 ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณายังไม่ได้ข้อสรุป เพราะมีโครงการต่าง ๆ ของแต่ละหน่วยงานที่ยังไม่สัมพันธ์กันซึ่งคงต้องมีการปรับลดงบฯโครงการที่ ไม่จำเป็นลง แต่หากสามารถเลื่อนโครงการออกไปได้ก็อาจจะให้เลื่อนออกไป เช่น โครงการจัดทำห้องเรียนคอมพิวเตอร์ที่ใช้งบฯ ต่อห้องหลายล้านบาท รวมถึงการสร้างห้องสมุดในสถานศึกษาอาจไม่มีความจำเป็นแล้ว เพราะศธ.มีโครงการนำแท็บเล็ตมาใช้แล้ว เป็นต้น อย่างไรก็ตามตนจะเร่งให้ได้ข้อสรุปเรื่องนี้โดยเร็ว ทั้งนี้สำหรับงบฯปี 2555 ในภาพรวมของ ศธ.อยู่ที่เกือบ400,000 ล้านบาท

ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ในส่วนของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รับงบฯ ปี 2555 ประมาณ 285,000 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงงบฯ และโครงการให้เชื่อมโยงกับนโยบายรัฐบาล ยุทธศาสตร์ของ ศธ.และจุดเน้นของ รมว.ศธ. ที่ต้องการให้การศึกษาพัฒนาประเทศ ส่งเสริมการมีงานซึ่งเป็นกระบวนการจัดการศึกษาที่ไม่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ทาง วิชาการเพียงอย่างเดียว แต่มุ่งเน้นสรรถนะของผู้เรียนด้านการประกอบอาชีพมากขึ้น

ดร.สุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.)เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ตนได้เชิญ รศ.ดร.เปรื่อง กิจรัตน์ภร ประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ทปอ.มรภ.) รศ.ดร.นำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์ ประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ทปอ.มทร.) และตัวแทนที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) มาหารือและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดทำงบฯปี 2555 ในส่วนของมหาวิทยาลัย เพื่อต้องการให้การจัดทำงบฯสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะที่ รมว.ศธ. ต้องการให้มีการบูรณาการการทำงานของการศึกษาทุกระดับเข้าด้วยกัน ดังนั้นการดำเนินการโครงการต่าง ๆ ต้องให้สอดรับกันด้วย อย่างไรก็ตามขณะนี้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ยังไม่ค่อยมีความเข้าใจเรื่องการของบฯเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลเท่า ที่ควร ดังนั้นในวันที่ 2 ก.ย.นี้ นายวรวัจน์ จะมาร่วมประชุมเพื่อชี้แจงนโยบายด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษาแก่อธิการบดี มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ พร้อมรับฟังความคิดเห็นต่าง ๆ ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

ที่มา เดลินิวส์