Posts Tagged ‘ ข่าว ’

ครู ร้อยเอ็ดกว่า 300 คนชุมนุมไล่กรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 15 คนและผู้จัดการพ้นเก้าอี้ พร้อมให้นำเงิน 417 ล้านบาทที่ซื้อลอตเตอรี่คืนด้วย

วันนิ้( 31 ส.ค.) เวลา 13.00 น. ที่หน้าศาลากลางจังหวัดร้อยเอ็ด นายสมยศ เที่ยงผดุง นายกสมาคมครูร้อยเอ็ด นายเข็มทอง แสวง ประธานชมรมครูร้อยเอ็ด พร้อมครูแกนนำ ได้นัดชุมนุมเปิดเวทีปราศรัย กล่าวโจมตีการทำงานของคณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครู และเรียกร้องให้ทางจังหวัดประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการกับ คณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด 15 คน และผู้จัดการสหกรณ์อีก 1 คน ให้พ้นจากตำแหน่ง พร้อมให้นำเงิน 417 ล้านที่นำไปซื้อล็อตเตอร์รี่แบบแชร์ลูกโซ่มาคืนสหกรณ์ฯโดยเร็ว โดยมีสมาชิกครูเข้าร่วมชุมนุมกว่า 300 คน

นายเข็มทอง แสวง ประธานชมรมครูร้อยเอ็ด เปิดเผยว่า ตามที่องค์กรครูได้ติดตามตรวจสอบการทำงานของกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ร้อยเอ็ด พบว่ามีการเบิกจ่ายเงินของสหกรณ์ กว่า 417 ล้านบาทนำไปซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่เป็นไปตามแนวทางที่นายทะเบียนกำหนด ก่อนที่จะส่งเรื่องร้องเรียนถึกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ให้เข้ามาตรวจสอบพบความผิดปกติหลายอย่าง พร้อมส่งมอบให้นายทะเบียนสหกรณ์วินิจฉัยชี้ขาด แต่ขณะนี้การส่งมอบสลากตามสัญญางวดที่ 10 ประจำวันที่ 16 ส.ค.54 ไม่มีการส่งมอบสลากแต่อย่างใด ส่วนงวดที่ 1 – 9 นั้นอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ขณะเดียวกันบริษัทที่สหกรณ์อ้างว่าเป็นบริษัทคู่สัญญาก็ได้ปิดทำการไปนาน แล้ว

ต่อมาผลการตรวจสอบจากนายทะเบียนสหกรณ์พบว่า การจัดหาสลากไม่เป็นไปตามแนวทางที่นายทะเบียนกำหนด มีคำสั่งให้สหกรณ์ยุติการดำเนินการและให้รีบนำเงิน 417 ล้านบาทคืนสหกรณ์โดยเร็ว ทำให้ขณะนี้ความมั่นคง ความน่าเชื่อถือของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ดลดลง ย่อมส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงิน การปันผล การเฉลี่ยคืน และขณะนี้เวลาล่วงเลยมานานแล้วจึงได้นัดรวมตัวกันชุมนุมยื่นข้อเรียกร้อง ผ่าน นายสถาพร ศิริภักดี รอง ผวจ.ร้อยเอ็ดให้เร่งรัดพนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมายโดยเร็ว หากพบมีการกระทำผิด หลังมีการเข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.เมืองร้อยเอ็ดแล้ว และให้นายทะเบียนสหกรณ์ ใช้อำนาจออกคำสั่งมาตรา 22 (4) แห่ง พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 ให้คณะกรรมการทั้งหมดและผู้จัดการพ้นจากตำแหน่งภายในวันที่ 5 ก.ย.2554 หากไม่ดำเนินการสมาชิกจะมีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ต่อไป

นายสถาพร ศิริภักดี รอง ผวจ.ร้อยเอ็ด ได้เป็นตัวแทน ผวจ.ร้อยเอ็ดเข้ารับหนังสือพร้อมกล่าวชี้แจงกับกลุ่มผู้ชุมนุมว่า เบื้องต้นทราบจากสหกรณ์จังหวัดว่า การจัดหาสลากไม่เป็นไปตามแนวทางที่นายทะเบียนกำหนด และทางผู้ว่าราชการจังหวัดไม่มีอำนาจในการถอดถอนคณะกรรมการพร้อมผู้จัดการ ทั้งหมดได้ แต่จะประสานงานส่งเรื่องไปยังกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ผู้ตรวจกรมส่งเสริมสหกรณ์เพื่อพิจารณาและส่งเจ้าหน้าที่ลงมาตรวจสอบ หากท้ายสุดตรวจพบทำผิดระเบียบ ผู้ตรวจบัญชีสหกรณ์ก็จะได้ดำเนินการพิจารณาถอดถอนคณะกรรมการทั้งชุดต่อไป พร้อมกันนี้ทางจังหวัดจะได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบและติดตามผลการสอบ สวน เพื่อให้การดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงรวดเร็วยิ่งขึ้น

ที่มา เดลินิวส์

 

วัน ที่ 31ส.ค.54 นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยถึงการจัดทำแผนบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2555-2558 ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และการพิจารณางบประมาณปี 2555 ว่า เรื่อง นี้ยังไม่ได้ข้อสรุปทั้งหมด โครงการต่างๆ ของแต่ละหน่วยงานยังไม่สัมพันธ์กัน และคงต้องปรับลดงบฯ ในโครงการที่ไม่จำเป็นของแต่ละองค์กรหลัก หากเลื่อนไปได้ก่อนก็ให้เลื่อนไป เช่น โครงการจัดทำห้องเรียนคอมพิวเตอร์ ที่ใช้งบฯ ต่อห้องจำนวนหลายล้านบาท และอาจไม่จำเป็นเพราะ ศธ. มีโครงการนำแท็บเล็ตมาใช้อยู่แล้ว รวมทั้งการสร้างห้องสมุดในสถานศึกษา เป็นต้น โดยจะเร่งสรุปเรื่องนี้โดยเร็ว ซึ่งจำนวนงบฯ ในภาพรวมของ ศธ.ในปีงบฯ 2555 เกือบ 4 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่จะเป็นงบฯ เงินอุดหนุนรายหัว และเงินเดือนครู

ด้านนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ขณะนี้ภาพรวมงบฯ ปี 2555 ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประมาณ 285,000 ล้านบาท และกำลังปรับลดลงให้เป็นไปตามนโยบาย นายวรวัจน์ โดยเบื้องต้นได้จัดทำแผนงบฯ ปี 2555 จำนวน 9 แผนงาน ได้แก่

1.แผนงานโอกาสทางการศึกษา เน้นเรื่องการสนับสนุนตั้งแต่แรกเกิดจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดย สพฐ.จะรับผิดชอบเด็กตั้งแต่อายุ 4 ขวบ เป็นต้นไป และเตรียมความพร้อมระดับการศึกษาปฐมวัยอย่างเข้มข้นมากขึ้น

2.แผนงานพัฒนาศักยภาพผู้เรียน จะเน้นเรื่องการใช้แท็บเล็ตให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด พร้อมการพัฒนาเนื้อหาสาระของผู้เรียนให้มีความพร้อม โดยเฉพาะนักเรียนช่วงชั้นที่ 1หรือระดับ ป.1-3 ต้องเร่งเติมเต็มอย่างทั่วถึง ขณะเดียวกันจะต้องพัฒนาหลักสูตรให้เข้ากับวิชาชีพเพื่อเรียนรู้สู่งานอาชีพ ด้วย ส่วนการศึกษาระดับปฐมวัย จะต้องมีระบบการบริหารจัดการที่เข้มข้น โดยหานวัตกรรมด้านต่างๆ ในการส่งเสริมพัฒนาเด็กเล็กว่าจะให้ท้องถิ่นจัดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ อย่างไร

3.แผนงานพัฒนาสถานศึกษาโดยเน้นเตรียมความพร้อมให้กับโรงเรียน 3 ระดับ ได้แก่ โรงเรียนดีประจำตำบล โรงเรียนในฝัน และโรงเรียนมาตรฐานสากล

4.แผนงานพัฒนาครูทั้งระบบ เน้นการอบรมพัฒนาครู เพื่อให้ครูมีสมรรถนะในการจัดการศึกษา เพื่อการมีงานทำ ส่วนอัตราครูที่ขาดยังคงทำต่อเนื่อง

5.แผนพัฒนาองค์ความรู้ เน้นการพัฒนาตำราแห่งชาติ การพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอน

6.แผนงานการส่งเสริมการมีงานทำ โดยการปรับโรงเรียนทีมีศักยภาพให้มีความพร้อมในการจัดการวิสาหกิจเพื่อการศึกษา

7.การพัฒนาด้านเทคโนโลยี เร่งพัฒนาซอฟแวร์และฮาร์ดแวร์ให้เกิดการพัฒนาการเรียนแบบอี-เลิร์นนิ่งมากขึ้น

8.การเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน เน้นเรื่องภาษา ไอซีที และความรู้วัฒนธรรมประวัติศาสตร์ของประเทศอาเซียน

และ 9.แผนการบริหารจัดการกลยุทธ์ เน้นเรื่องการขับเคลื่อนให้เขตพื้นที่การศึกษาเป็นฐาน

ที่มา สยามรัฐ

 

ก.ค.ศ. เตรียม ประชุมพิจารณาผลงานดีเด่นระดับชาติ ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ยื่นขอวิทยฐานะให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

นายอภิชาติ จีระวุฒิ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงกรณีการใช้หลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการ ศึกษาผู้ที่มีผลงานดีเด่น มีวิทยฐานะ วิทยฐานะชำนาญการพิเศษและวิทยฐานะเชี่ยวชาญ ว่า จะมีการเร่งประชุมหารือในเรื่องนี้ เนื่องจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติว่าการที่รัฐมนตรีจะตั้งคณะกรรมการทำงาน ที่มีผลต่อเนื่องไปจนถึงรัฐบาลใหม่เป็นเรื่องที่ไม่พึงทำ จึงไม่ชัดเจนว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการสามารถทำได้หรือไม่ โดยต้องพิจารณาว่าปลัดกระทรวงศึกษาธิการสามารถลงนามแทนได้หรือไม่ ถ้าสามารถทำได้ก็ไม่มีปัญหา ซึ่งในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) จะมีการประชุมเกี่ยวกับการพิจารณาผลงานดีเด่นระดับชาติที่สามารถใช้ยื่น ประเมินเชิงประจักษ์ได้ ซึ่งหลังจากที่ ก.ค.ศ.เห็นชอบในผลงานดีเด่นระดับชาติแล้ว ก็สามารถรับยื่นประเมินวิทยฐานะเชิงประจักษ์ได้ทันที

ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า สิ่งที่กังวลคือผู้ทำหน้าที่ประเมินมีมาตรฐานที่แตกต่างกัน จึงให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(อ.ก.ค.ศ.) ส่วนราชการ กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการประเมินต่างๆ เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

ที่มา: สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

สนับสนุนโดย ข้อสอบ คลังข้อสอบออนไลน์

 

นางศิริพร กิจเกื้อกูล เลขาธิการ ก.ค.ศ.เปิดเผยผลการประชุม อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเกี่ยวกับวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาซึ่งทำ การแทน ก.ค.ศ. มีนายพลสัณห์ โพธิ์ศรีทองเป็นประธานว่า ที่ประชุมได้

อนุมัติให้ผู้อำนวยการสถานศึกษา เลื่อนเป็นวิทยฐานะผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ จำนวน 2 ราย ได้แก่

  • นายอำนวย จันทร์แก้ว โรงเรียนบ้านบาเงง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ปัตตานี เขต 2 และ
  • นายพัชรินทร์ ปลอดฤทธิ์ โรงเรียนอำมาตย์พานิชนุกูล สพป.กระบี่

นอกจากนี้ ยังอนุมัติให้ศึกษานิเทศก์เลื่อนเป็นวิทยฐานะศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ จำนวน1 ราย คือ

  • นางสาวสุธีพร ปาคะดี สพป.หนองคาย เขต 2

เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังได้

อนุมัติให้ครูเลื่อนเป็นวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญ คือ

  • นางดรุณี ชยุตสาหกิจ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รัชดาฯ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 2
  • นางสุพรรณี ทองลอย โรงเรียนวัดโพธิ์ทัยมณี สพป.เพชรบุรี เขต 1
  • นางนฤมล สกุลคู โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร สพป.อุดรธานี เขต 1
  • นายพรชัย วัฒนครไพบูลย์ วิทยาลัยเทคนิคบุรีรัมย์
  • นายสัญชัย นครไทยภูมิ วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา

รวมทั้งยังได้อนุมัติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เลื่อนเป็นวิทยฐานะรองผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาชำนาญการพิเศษ ได้แก่

  • นายสมโภชน์ ศรีชะนา และ
  • นายเทวินส์ สร้อยเพชร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) เชียงใหม่ เขต 3
  • นายนิรัติ โปร่งแสง สพป.อุตรดิตถ์ เขต 1
  • นายสมนึก เผ่าวิริยะ สพป.นครสวรรค์ เขต 1 และ
  • นายนิพนท์ นนธิ สพป.อุบลราชธานี เขต 4

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน
อ่านเพิ่มเติมที่ http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=24072&Key=hotnews

สนับสนุนโดย ข้อสอบ คลังข้อสอบออนไลน์

 

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน นายอภิชาติ จีระวุฒิปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้าการใช้หลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทาง การศึกษาผู้มีผลงานดีเด่นที่ประสบความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์มีวิทยฐานะหรือ เลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ และวิทยฐานะเชี่ยวชาญ ว่า ในเร็วๆ นี้ ตนจะประชุมหารือเรื่องนี้ เนื่องจากมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าการที่รัฐมนตรีจะตั้งคณะกรรมการที่จะต่อเนื่องไปจนถึงรัฐบาลใหม่นั้นอาจ ไม่พึงทำ ดังนั้น จึงยังไม่มีความชัดเจนว่ารัฐมนตรีว่าการ ศธ.จะสามารถตั้งคณะกรรมการพิจารณาผลงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการ ศึกษาในระดับเชี่ยวชาญขึ้นไปได้หรือไม่ ซึ่งจะต้องมาดูว่าปลัด ศธ.จะลงนามแทนได้หรือไม่ หากดำเนินการได้ก็ไม่มีปัญหาอะไร

“ขณะนี้หน่วยงานที่มีข้าราชการครูในสังกัด เช่น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) กรมศิลปากร สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ได้เตรียมดำเนินการไว้หมดแล้ว ซึ่งในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) นั้น ในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ จะนำเสนอให้ที่ประชุม ก.ค.ศ.พิจารณาว่าผลงานดีเด่นระดับชาติที่สามารถใช้ยื่นประเมินเชิงประจักษ์ นี้มีอะไรบ้าง” ปลัด ศธ. กล่าว และว่าเมื่อที่ประชุม ก.ค.ศ.เห็นชอบผลงานดีเด่นระดับชาติแล้ว จะสามารถดำเนินการประเมินวิทยฐานะเชิงประจักษ์ได้เลย อย่างไรก็ตาม ตนอยากให้ดำเนินการเรื่องนี้โดยเร็วเพราะข้าราชการครูอยากให้มีการประเมินไป ถึงสถานศึกษา แต่สิ่งที่ตนกังวลคือผู้ที่ลงไปประเมินนั้นอาจจะมีมาตรฐานที่แตกต่างกันดัง นั้น จะต้องให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) วิสามัญเกี่ยวกับวิทยฐานะ กำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ

ปลัด ศธ.กล่าวต่อว่า ในปัจจุบันมีข้าราชการครูทั่วประเทศ ประมาณ 10,000 คน ที่ไม่ได้จบการศึกษาระดับปริญญาตรี แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาเพราะครูเหล่านี้จะมีประสบการณ์และทักษะในการสอนมากและ ได้มีการยกเว้นให้ข้าราชการครูเหล่านี้รับราชการไปจนกว่าจะเกษียณอายุราชการ แต่มีบางส่วนที่ไปเรียนจนจบระดับปริญญาตรีแล้ว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

สนับสนุนโดย ข้อสอบ คลังข้อสอบออนไลน์

 

“ชินวรณ์” เผย “องค์กร-เพิ่ม” 2 กก.คุรุสภามีชื่อเอี่ยวเปิดสอน ป.โท ที่ มอส. สั่งการปลัด ศธ.เร่งส่งเรื่องให้ฝ่าย กม.ตรวจสอบละเอียดแล้วเสนอเพื่อพิจารณา ขณะที่ “องค์กร” ปัดตอบคำถาม

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ตนได้อ่านรายงานสรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่นายบัณฑิต ศรีพฤทธางกูร ผู้ตรวจราชการ ศธ.ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีที่มีข่าวว่าผู้บริหารและ กรรมการคุรุสภาเข้าไปเกี่ยวข้องกับหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพครู (ป.บัณฑิต) ของมหาวิทยาลัยอีสาน (มอส.) ส่งมาวานนี้ (21 มิ.ย.) โดยเป็นการรายงานตามข้อเท็จจริงซึ่งตรวจสอบพบว่ามีคณะกรรมการคุรุสภา 2 คนที่เคยปรากฎชื่อตามข่าว คือ นายองค์กร อมรสิรินันท์ เลขาธิการคุรุสภา และนายเพิ่ม หลวงแก้ว ประธานอนุกรรมการด้านกฎหมายคุรุสภา ไปเกี่ยวข้องในการเปิดสอนหลักสูตรบัณฑิตศึกษา ระดับปริญญาโท ที่ศูนย์นอกที่ตั้ง มอส. และมีเจ้าหน้าที่หรือบุคลากรคุรุสภาอีกหลายคนเกี่ยวข้อง แต่รายงานดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดนั้นเกี่ยวข้องกับการซื้อขาย ป.บัณฑิต เพราะรายละเอียดไม่ได้ชี้ในประเด็นนั้น

อย่างไรก็ตาม ตนได้สั่งการถึงนายอภิชาติ จีระวุฒิ ปลัด ศธ. ให้ส่งเรื่องไปยังฝ่ายนิติกร สำนักงานปลัด ศธ.ทำการตรวจสอบอย่างละเอียดว่าเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างไร ในลักษณะไหน เพราะว่าประเด็นสำคัญต้องการเจาะลึกว่าเกี่ยวข้องกับการซื้อขายป.บัณฑิต และสรุปรายงานผลเร็วที่สุด จากนั้นจึงค่อยพิจารณาอีกครั้งว่าจะดำเนินการเช่นไร ทั้งนี้ ตนยังมีความตั้งใจและพยายามให้เรื่องนี้สิ้นสุดภายในรัฐบาลชุดนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้ติดต่อสัมภาษณ์ นายองค์กร ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการเปิดสอนหลักสูตรบัณฑิตศึกษา ป.โท ของศูนย์นอกที่ตั้งจริงหรือไม่ แต่นายองค์กร ปฏิเสธในการชี้แจงเรื่องดังกล่าว พร้อมกล่าวว่า “ไม่ตอบประเด็นนี้ อย่าเอาเรื่องมาปนกัน อย่าหลงทางตอนนี้ เอาเวลาไปนำคนผิดมาลงโทษ”

ที่มา ASTVผู้จัดการออนไลน์

สนับสนุนโดย ข้อสอบ คลังข้อสอบออนไลน์

 

‘น้อง อาโปว์’ เด็กอัจฉริยะกาฬสินธุ์ที่สอบติดมหาลัยอันดับ 1 ของจีน ถูกแต่งตั้งให้เป็นทูตวัฒนธรรมของโครงการแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม AYC ประเทศไทย โดยตั้งเป้าให้เป็นต้นแบบนักเรียนตัวอย่าง และกระตุ้นให้เด็กไทยสนใจที่จะศึกษาภาษาจีนมากขึ้น ด้านประธานโครงการฯ เผยสุดทึ่งในความสามารถ ชี้ อนาคตสดใสพร้อมปูทางให้พบบุคคลสำคัญของประเทศจีน ส่วนที่จุฬาฯ แถลงพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดแข่งฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศ 10-18 ก.ค. นี้ โดยมี 84 ประเทศเข้าร่วม ตัวแทนเด็กไทย 5 คนที่เข้าแข่ง ขอแรงใจคนไทยช่วยเชียร์ด้วย หวังคว้า 5 เหรียญทองให้ได้เหมือนรุ่นพี่

จากกรณี น.ส.พราวพร เกียรติดำเนินงาม หรือน้องอาโปว์ เด็กอัจฉริยะชาว จ.กาฬสินธุ์ สอบติดมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศจีน China Foreign Affairs University หรือ CFAU ในคณะการทูต ประจำปีการศึกษา 2011 จนกลายเป็นที่ฮือฮาในวงการศึกษาของประเทศไทย และสื่อมวลชนต่างให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. นายสิโรดม อ่ำสำอางค์ ประธานโครงการแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม AYC ประเทศไทย เปิดเผยว่า ทางโครงการ AYC จะมีการแต่งตั้งน้องอาโปว์ เป็นทูตวัฒนธรรมโครงการฯ พร้อมกับการดูแลอย่างดีจนจบการศึกษาและให้โอกาสในการทำงาน การทำธุรกิจ ซึ่งน้องอาโปว์ จะมีหน้าที่ในการเผยแพร่วัฒนธรรม ภาษา และกิจกรรมเพื่อสังคมอื่น ๆ ร่วมกับประเทศจีนระหว่างศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัย China Foreign Affairs University หรือ CFAU ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยระดับสูงสุดของประเทศจีน

นายสิโรดม กล่าวต่อว่า นอกจากนี้จะมีหน้าที่ในการถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ให้กับนักเรียนรุ่นน้องที่จะเข้ามาร่วมกับโครงการฯ ในแต่ละปีการศึกษา รวมถึงการเป็นผู้สอนภาษาจีนให้กับสถานศึกษาในประเทศไทย และที่ประเทศจีน ซึ่งจากการที่น้องอาโปว์ ที่ไปเรียนในต่างประเทศเพียง 9 เดือน แต่สามารถสอบติดมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศจีนได้ และยังสามารถ พูด อ่านเขียน ภาษาจีนได้เหมือนภาษาตัวเอง ทำให้ทุกคนได้รู้ว่าภาษาจีนไม่ยากอย่างที่หลาย ๆ คนคิด และทำให้เกิดแรงกระตุ้นที่จะทำให้เด็กไทยมีความตื่นตัวที่จะหันมาเรียนภาษา จีนกันมากขึ้น

“การที่ทางโครงการแต่งตั้งให้น้องอาโปว์เป็นทูตวัฒนธรรมนั้น ทางโครงการจะดูแลในทุกเรื่องโดยจะมีเงินเดือนให้เพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่าย รวมถึงค่าเดินทาง ซึ่งทางโครงการจะดูแลและรับเลี้ยงดูเหมือนลูกจะให้ทางครอบครัวของน้องสบายใจ ทั้งนี้ทางโครงการก็จะให้พนักงานระดับต้น ๆ ของบริษัทคอยเป็นพี่เลี้ยงให้น้องอาโปว์ด้วย โดยทางผู้บริหารของโครงการเองยังได้วางแผนที่จะพาตัวน้องอาโปว์ ไปพบผู้บริหารประเทศของจีน นอกจากนี้ในอนาคตได้วางแผนให้น้องอาโปว์ได้เขียนพ็อกเกตบุ๊กของตัวเอง โดยเนื้อหาจะเน้นถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ด้านวิชาการ ซึ่งตอนนี้เข้าใจว่าน่าจะมีเด็ก ๆ ที่เห็นแบบอย่างน้องอาโปว์และมีความต้องการที่จะเป็นเหมือนน้องอาโปว์จำนวน มาก จึงไม่แปลกที่น้องอาโปว์จะเป็นเหมือนต้นแบบของนักเรียนไทยในการสนใจและศึกษา ภาษาจีนอย่างจริงจัง ซึ่งโครงการฯมีความหวังต้องการให้คนไทยได้เรียนภาษาจีนเป็นภาษาที่ 2 ภาษาที่ 3 ให้มากขึ้น เพราะในปี ค.ศ. 2015 ประเทศจีนจะเปิดประเทศที่จะกลายเป็นจุดศูนย์กลางการค้า เศรษฐกิจของโลกในอนาคต ซึ่งประเทศไทยเองหากมีคนมีความรู้ภาษาจีนเยอะ ให้ความสนใจกับภาษาจีนโดยเฉพาะสถานศึกษาก็จะไม่เสียเปรียบทางการค้าในอนาคต ด้วย” นายสิโรดม กล่าว

สำหรับโครงการ AYC เป็นโครงการแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม ที่ดำเนินกิจการแบบไม่หวังผลกำไร มุ่งเน้นให้เด็กไทยได้มีโอกาสไปเรียนที่ต่างประเทศ โดยมีประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศสหรัฐราชอาณาจักร (UK) โดยจะส่งเด็กไปเรียนปีละกว่า 300 คน แต่ในส่วนของประเทศจีนยังมีน้อยมาก ซึ่งกระแสของน้องอาโปว์ที่เกิดขึ้นคาดว่าในปีการศึกษาหน้าจะมีผู้สนใจไป ประเทศจีนเพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว

ด้านนายยุทธนา เกียรติดำเนินงาม พ่อน้องอาโปว์ กล่าวว่า เหมือนเป็นนิมิตบอกเหตุไว้ว่าลูกสาวต้องไปอยู่เมืองจีนไปอยู่ต่างแดน เพราะเมื่อตรุษจีนที่ผ่านมาลูกสาวได้ไปตามหาบรรพบุรุษอยู่ที่ ซัวเถา หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งตัวของน้องอาโปว์จริง ๆ แล้วเขาเป็นลูกหลานของบรรพบุรุษแซ่เตียว ตัวเขาเองเป็นรุ่นที่ 4 ตอนนี้ทางปู่ที่อยู่เมืองจีนได้รับรู้ข่าวน้องอาโปว์และมีความปลื้มปีติเป็น อย่างมาก ซึ่งหากอาโปว์เดินทางกลับมาเรียนต่อที่ประเทศจีนอย่างถาวร ทางญาติก็จะเดินทางไปรับพร้อมกับจัดงานเลี้ยงต้อนรับหลานสาวตามธรรมเนียมของ คนจีนด้วย สำหรับกรณีที่ทางโครงการได้แต่งตั้งลูกสาวเป็นทูตวัฒนธรรมฯ นั้น ทางตนและครอบครัวมีความยินดีเป็นอย่างมาก ถือเป็นเกียรติยศและชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล ก็ต้องขอขอบคุณทางโครงการที่ได้มองเห็นความสามารถของตัวลูกสาว และเท่าที่ทราบก็จะมีการดูแลเป็นอย่างดีด้วย ทั้งนี้คนที่รู้ข่าวหลายคนทั้งญาติพี่น้องและเพื่อน ๆ ได้โทรศัพท์มาแสดงความยินดีและให้ความชื่นชมลูกสาวอย่างไม่ขาดสาย

วันเดียวกันที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา รองประธานมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (สอวน.) พร้อมด้วย ศ.นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาฯ ศ.กิตติคุณ ศักดา ศิริพันธ์ เลขาธิการมูลนิธิ สอวน. และ ศ.ดร.สุพจน์ หารหนองบัว คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกันแถลงข่าวประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่าง ประเทศ ครั้งที่ 42 ซึ่งจะจัดแข่งขันที่ จุฬาฯ ระหว่างวันที่ 10-18 ก.ค. นี้ โดย ศ.นพ.จรัส กล่าวว่า การแข่งขันครั้งนี้จะมี 84 ประเทศเข้าร่วมการแข่งขัน โดยแต่ละประเทศจะส่งเยาวชนเข้าร่วมแข่งขัน 5 คน และอาจารย์ควบคุม 2 คน ผู้สังเกตการณ์และผู้ติดตาม รวมประมาณ 650 คน ทั้งนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานมูลนิธิ สอวน. ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเสด็จฯ ทรงเป็นประธานในพิธีเปิดและพิธีมอบเหรียญรางวัล ในวันปิดการแข่งขันด้วย

ศ.นพ.ภิรมย์ กล่าวว่า สำหรับผู้แทนประเทศไทย 5 คน ได้แก่ นายกำพล อัครวราวงศ์ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ นายธิปก รักอำนวยกิจ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒปทุมวัน นายจิรัฏฐ์ จิระวิชิตชัย นายพงศภัค สวัสดิรักษ์ และนายภคพล ศุภนิรัติสัย โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ทั้งนี้ จุฬาฯ ได้จัดทำเว็บไซต์เพื่อให้ติดตามข่าวสารการแข่งขันได้ที่ www.ipo2011.org และชมการถ่ายทอดสดพิธีเปิดงานได้ที่ www.chula.ac.th

นายจิรัฏฐ์ หนึ่งในตัวแทนประเทศไทย กล่าวว่า แม้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ แต่ตนและเพื่อนก็ไม่รู้สึกหนักใจหรือกดดัน เพราะการแข่งขันไม่ว่าจะในหรือต่างประเทศก็เหมือนกัน แต่ครั้งนี้ถือว่าอบอุ่นที่ได้แข่งในประเทศ ซึ่งก็อยากให้คนไทยทุกคนช่วยเป็นกำลังใจให้ด้วย และจะพยายามคว้าเหรียญทองมาให้ได้เหมือนกับรุ่นพี่ที่เคยทำได้ถึง 5 เหรียญทองในการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศในครั้งก่อนที่ประเทศ โครเอเชีย.

ข่าวการศึกษา ที่มา เดลินิวส์

สนับสนุนโดย ข้อสอบ คลังข้อสอบออนไลน์

 

สพฐ.เพิ่มความศักดิ์สิทธิ์คะแนน O-NET เตรียมเพิ่มสัดส่วนคัดเด็กเรียนต่อม.1 และ ม.4 เริ่มปี 55

ที่โรงแรมปริ๊นซ์พาเลส มหานาค เมื่อวันที่ 11 พ.ค.54 นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตั้งเป้าว่าในปีการศึกษา 2554 ผลคะแนนการสอบแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือ O-NET ของเด็กไทยในวิชาภาษาไทยต้องอยู่ที่ 40% และวิชาคณิตศาสตร์ 35% โดยจะเริ่มในระดับชั้นป.6 ก่อน ซึ่งที่ประชุมยินดีที่จะนำเป้าหมาย และความคาดหวังนี้ไปวางแผนในเชิงปฏิบัติ พร้อมทั้งประเมินศักยภาพว่าแต่ละโรงเรียนสามารถตั้งเป้าผลคะแนน O-NET ให้เพิ่มขึ้นได้เท่าใด เนื่องจากแต่ละโรงเรียนมีบริบทที่แตกต่างกัน ส่วนชั้นม.3 และ ม.6 คงต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้บริหารสถานศึกษาก่อน เพราะจุดเน้นนั้นแตกต่างจากชั้น ป.6 และมีความมุ่งหมายในตัวผู้เรียนแตกต่างกัน

“หลังจากนี้โรงเรียนต้องจัดกิจกรรมซ่อมเสริมให้กับนักเรียนที่คะแนนต่ำกว่า เกณฑ์ที่สพฐ.กำหนด ทั้งนี้ สพฐ.ตั้งเป้าหมายดังกล่าวขึ้น เพื่อต้องการให้ O-NET มีความศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น โดยในปีการศึกษา 2555 สพฐ.จะนำคะแนน O-NET มาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการคัดเลือกเข้าเรียนต่อม.1 และม.4 ซึ่งจะมีการออกประกาศการรับนักเรียนว่าจะต้องใช้คะแนน O-NET ในสัดส่วนเท่าใด” นายชินภัทร กล่าว

นายชินภัทร กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ได้มอบให้เขตพื้นที่ฯ บริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กอย่างจริงจัง โดยมุ่งไปที่โรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนน้อยกว่า 40 คน ซึ่งมีประมาณ 2,500 แห่งก่อน ซึ่งเขตพื้นที่ฯ ต้องกำหนดรายชื่อโรงเรียนในแผนที่ว่าอยู่ในเขตใด และทำแผนบริหารจัดการว่าจะยุบรวม หรือยุบเลิก ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องยุบทั้งหมด 2,500 แห่ง โดยจะให้เวลา 1 เดือน เพื่อทำแผนการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กให้ชัดเจน

“ส่วนที่สภาการศึกษาทางเลือกแสดงความกังวลต่อการยุบโรงเรียนขนาดเล็กนั้น สพฐ.ขอชี้แจงว่าก่อนที่จะยุบรวม หรือยุบเลิกนั้น เขตพื้นที่ฯต้องทำประชาพิจารณ์ก่อน ไม่ใช่จะยุบเลิกทันที โดยหลังจากนี้เขตพื้นที่ฯ ต้องประสานกับชุมชน และกลุ่มสภาการศึกษาฯ สามารถส่งรายชื่อโรงเรียนขนาดเล็กที่ต้องการใช้ประโยชน์มาได้ ซึ่งผมจะส่งให้เขตพื้นที่ฯ ใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาต่อไป ทั้งนี้แนวคิดเรื่องการยุบโรงเรียนคงต้องเดินหน้าต่อไป เพราะโรงเรียนขนาดเล็กมีจำนวนมาก และเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทำให้ดึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการลง ภายใต้สภาวะทรัพยากรบุคลากร และงบประมาณที่จำกัด ” นายชินภัทร กล่าว

อนึ่ง ขณะนี้มีโรงเรียน 137 แห่งที่ไม่มีนักเรียน ส่วนโรงเรียนที่มีนักเรียน 1-20 คน มี 444 แห่ง นักเรียน 21-40 คน มี 1,964 แห่ง นักเรียน 41-60 คน มี 3,082 คน นักเรียน 61-80 คน มี 3,355 คน นักเรียน 81-100 คนมี 3,040 คน นักเรียน 101-120 คน มี 2,372 คน

ที่มา สยามรัฐ
http://www.siamrath.co.th/web/?q=node/58516

 

ครูอาชีวะเตรียมลุ้น สอศ.เรียกบรรจุครูผู้ช่วยเพิ่ม 320 อัตราเดือน พ.ค.นี้

เมื่อวันที่ 11 พ.ค.54 น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ดำเนินการเรียกผู้ที่ผ่านการคัดเลือกที่ขึ้นบัญชีรอการบรรจุ เพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้เป็นครูผู้ช่วยผู้ที่สอบขึ้นบัญชีให้เป็นครูผู้ ช่วยมาตั้งแต่ช่วงเดือนม.ค.- ก.พ. ที่ผ่านมาได้มีการบรรจุครูผู้ช่วยไปจำนวนมากแล้วนั้น ในเดือน พ.ค.นี้ ทาง สอศ.จะดำเนินการเรียกบรรจุผู้ที่สอบขึ้นบัญชีไว้อีกครั้งหนึ่ง โดยมีอัตราบรรจุจำนวน 320 อัตราที่จะจัดสรรไปยังสถานศึกษาสังกัด สอศ.ทั่วประเทศ โดยขณะนี้มีผู้ที่สอบขึ้นบัญชีเหลือที่ยังไม่ได้บรรจุจำนวน 1,363 คน จึงคาดว่าจะบรรจุคนกลุ่มนี้ตามสาขาและวิชา ทั้งนี้ยอมรับว่าบางสาขาวิชาไม่สามารถเรียกบรรจุได้เพราะเรียกบรรจุไปหมด แล้ว

ด้านนายดิเรก พรสีมา ประธานคณะกรรมการคุรุสภา กล่าวว่า จากกรณีที่ที่ประชุมคณะกรรมการผลิตครูพันธุ์ใหม่มีมติให้ดำเนินการหลักสูตร ครูระดับปริญญาตรี 5ปี และหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต (ป.บัณฑิต) วิชาชีพครูหรือ4+1แทนไปก่อน โดยจะเสนอให้คณะกรรมการคุรุสภาอนุมัติให้บางมหาวิทยาลัยเปิดสอนป.บัณฑิตได้ ในบางมหาวิทยาลัยนั้น ขณะนี้ยังไม่มีมหาวิทยาลัยใดเสนอชื่อเพื่อขอเปิด ป.บัณฑิตมาที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา แต่ก็คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรหากมหาวิทยาลัยที่จะขอเปิดมีวัตถุประสงค์การ เปิดที่ชัดเจน รวมทั้งมีรายชื่อ และมีจำนวนนักศึกษาที่จะเรียน ทั้งนี้หลังจากที่คุรุสภามีมติไม่รับรองหลักสูตรป.บัณฑิตมาตั้งแต่วันที่ 19 ส.ค.53 ก็มีมหาวิทยาลัยหลายแห่งที่ขอเปิด และคุรุสภาได้อนุมัติไปเพียง 17 แห่งเท่านั้น เช่น กรณีการผลิตครูเพื่อใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การผลิตครูด้านวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ เป็นต้น ส่วนมหาวิทยาลัยที่จะเสนอมาเพื่อเชิงพาณิชย์เช่นเดิมนั้นคุรุสภาไม่อนุมัติ ให้อยู่แล้ว

ที่มา สยามรัฐ
http://www.siamrath.co.th/web/?q=node/58512

 

ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน  เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมได้เร่งรัดการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กในสังกัด สพฐ. ที่มีทั้งสิ้น 14,397 โรง จำแนกเป็น 7 ขนาด ได้แก่ โรงเรียนที่ไม่มีนักเรียนจำนวน 137 โรง โรงเรียนที่มีนักเรียน 1-20 คน จำนวน 444 โรง โรงเรียนที่มีนักเรียน 21-40 คน จำนวน 1,967 โรง โรงเรียนที่มีนักเรียน 41-60 คน จำนวน 3,082 โรง โรงเรียนที่มีนักเรียน 61-80 คน จำนวน 3,355 โรง โรงเรียนที่มีนักเรียน 81-100 คน จำนวน 3,040 โรง โรงเรียนที่มีนักเรียน 101-120 คน จำนวน 2,372 โรง โดยมอบหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ไปจัดทำแผนการแก้ไขปัญหาว่าจะดำเนินการอย่างไร จะเป็นการยุบรวม หรือ การยุบเลิกโรงเรียน  ขณะเดียวกันการจัดทำแผนแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กของเขตพื้นที่นั้น ๆ จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของการบริหารโรงเรียนขนาดเล็กของแต่ละเขตพื้นที่ฯ ด้วย

“ขณะนี้ สพฐ.กำลังโดนแรงกดดันจากภายนอกที่จะไม่คืนอัตราเกษียณอายุราชการทั้งหมดให้ แก่ สพฐ. เนื่องจากมองว่า สพฐ.ไม่ได้ขาดครูจริง ซึ่งหากพิจารณาให้ดี สพฐ.ขาดครูเป็นจำนวนมาก เพียงแต่ครูไม่มีการกระจายตัวออกไปเท่านั้น ดังนั้นหากไม่ได้รับคืนอัตราเกษียณอายุราชการ สพฐ.จะขอเป็นงบประมาณชดเชยบุคลากรครูแทน เพื่อนำเงินมอบให้เขตพื้นที่ฯในการนำไปบริหารจัดการกระจายครูในพื้นที่ได้ อย่างทั่วถึง” ดร.ชินภัทร กล่าว.

ข่าวการศึกษา ที่มา เดลินิวส์