Posts Tagged ‘ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ’

สพฐ.เพิ่มความศักดิ์สิทธิ์คะแนน O-NET เตรียมเพิ่มสัดส่วนคัดเด็กเรียนต่อม.1 และ ม.4 เริ่มปี 55

ที่โรงแรมปริ๊นซ์พาเลส มหานาค เมื่อวันที่ 11 พ.ค.54 นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตั้งเป้าว่าในปีการศึกษา 2554 ผลคะแนนการสอบแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือ O-NET ของเด็กไทยในวิชาภาษาไทยต้องอยู่ที่ 40% และวิชาคณิตศาสตร์ 35% โดยจะเริ่มในระดับชั้นป.6 ก่อน ซึ่งที่ประชุมยินดีที่จะนำเป้าหมาย และความคาดหวังนี้ไปวางแผนในเชิงปฏิบัติ พร้อมทั้งประเมินศักยภาพว่าแต่ละโรงเรียนสามารถตั้งเป้าผลคะแนน O-NET ให้เพิ่มขึ้นได้เท่าใด เนื่องจากแต่ละโรงเรียนมีบริบทที่แตกต่างกัน ส่วนชั้นม.3 และ ม.6 คงต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้บริหารสถานศึกษาก่อน เพราะจุดเน้นนั้นแตกต่างจากชั้น ป.6 และมีความมุ่งหมายในตัวผู้เรียนแตกต่างกัน

“หลังจากนี้โรงเรียนต้องจัดกิจกรรมซ่อมเสริมให้กับนักเรียนที่คะแนนต่ำกว่า เกณฑ์ที่สพฐ.กำหนด ทั้งนี้ สพฐ.ตั้งเป้าหมายดังกล่าวขึ้น เพื่อต้องการให้ O-NET มีความศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น โดยในปีการศึกษา 2555 สพฐ.จะนำคะแนน O-NET มาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการคัดเลือกเข้าเรียนต่อม.1 และม.4 ซึ่งจะมีการออกประกาศการรับนักเรียนว่าจะต้องใช้คะแนน O-NET ในสัดส่วนเท่าใด” นายชินภัทร กล่าว

นายชินภัทร กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ได้มอบให้เขตพื้นที่ฯ บริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กอย่างจริงจัง โดยมุ่งไปที่โรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนน้อยกว่า 40 คน ซึ่งมีประมาณ 2,500 แห่งก่อน ซึ่งเขตพื้นที่ฯ ต้องกำหนดรายชื่อโรงเรียนในแผนที่ว่าอยู่ในเขตใด และทำแผนบริหารจัดการว่าจะยุบรวม หรือยุบเลิก ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องยุบทั้งหมด 2,500 แห่ง โดยจะให้เวลา 1 เดือน เพื่อทำแผนการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กให้ชัดเจน

“ส่วนที่สภาการศึกษาทางเลือกแสดงความกังวลต่อการยุบโรงเรียนขนาดเล็กนั้น สพฐ.ขอชี้แจงว่าก่อนที่จะยุบรวม หรือยุบเลิกนั้น เขตพื้นที่ฯต้องทำประชาพิจารณ์ก่อน ไม่ใช่จะยุบเลิกทันที โดยหลังจากนี้เขตพื้นที่ฯ ต้องประสานกับชุมชน และกลุ่มสภาการศึกษาฯ สามารถส่งรายชื่อโรงเรียนขนาดเล็กที่ต้องการใช้ประโยชน์มาได้ ซึ่งผมจะส่งให้เขตพื้นที่ฯ ใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาต่อไป ทั้งนี้แนวคิดเรื่องการยุบโรงเรียนคงต้องเดินหน้าต่อไป เพราะโรงเรียนขนาดเล็กมีจำนวนมาก และเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทำให้ดึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการลง ภายใต้สภาวะทรัพยากรบุคลากร และงบประมาณที่จำกัด ” นายชินภัทร กล่าว

อนึ่ง ขณะนี้มีโรงเรียน 137 แห่งที่ไม่มีนักเรียน ส่วนโรงเรียนที่มีนักเรียน 1-20 คน มี 444 แห่ง นักเรียน 21-40 คน มี 1,964 แห่ง นักเรียน 41-60 คน มี 3,082 คน นักเรียน 61-80 คน มี 3,355 คน นักเรียน 81-100 คนมี 3,040 คน นักเรียน 101-120 คน มี 2,372 คน

ที่มา สยามรัฐ
http://www.siamrath.co.th/web/?q=node/58516

 

ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน  เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมได้เร่งรัดการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กในสังกัด สพฐ. ที่มีทั้งสิ้น 14,397 โรง จำแนกเป็น 7 ขนาด ได้แก่ โรงเรียนที่ไม่มีนักเรียนจำนวน 137 โรง โรงเรียนที่มีนักเรียน 1-20 คน จำนวน 444 โรง โรงเรียนที่มีนักเรียน 21-40 คน จำนวน 1,967 โรง โรงเรียนที่มีนักเรียน 41-60 คน จำนวน 3,082 โรง โรงเรียนที่มีนักเรียน 61-80 คน จำนวน 3,355 โรง โรงเรียนที่มีนักเรียน 81-100 คน จำนวน 3,040 โรง โรงเรียนที่มีนักเรียน 101-120 คน จำนวน 2,372 โรง โดยมอบหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ไปจัดทำแผนการแก้ไขปัญหาว่าจะดำเนินการอย่างไร จะเป็นการยุบรวม หรือ การยุบเลิกโรงเรียน  ขณะเดียวกันการจัดทำแผนแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กของเขตพื้นที่นั้น ๆ จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของการบริหารโรงเรียนขนาดเล็กของแต่ละเขตพื้นที่ฯ ด้วย

“ขณะนี้ สพฐ.กำลังโดนแรงกดดันจากภายนอกที่จะไม่คืนอัตราเกษียณอายุราชการทั้งหมดให้ แก่ สพฐ. เนื่องจากมองว่า สพฐ.ไม่ได้ขาดครูจริง ซึ่งหากพิจารณาให้ดี สพฐ.ขาดครูเป็นจำนวนมาก เพียงแต่ครูไม่มีการกระจายตัวออกไปเท่านั้น ดังนั้นหากไม่ได้รับคืนอัตราเกษียณอายุราชการ สพฐ.จะขอเป็นงบประมาณชดเชยบุคลากรครูแทน เพื่อนำเงินมอบให้เขตพื้นที่ฯในการนำไปบริหารจัดการกระจายครูในพื้นที่ได้ อย่างทั่วถึง” ดร.ชินภัทร กล่าว.

ข่าวการศึกษา ที่มา เดลินิวส์

 

“เด็กด้อยโอกาสทางการศึกษาในวันนี้ จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่สร้างปัญหาให้แก่สังคม ด้วยเหตุผลที่มาจากความไม่รู้

แต่ หากทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาสำหรับเด็กด้อยโอกาสให้ ทั่วถึงและอย่างมีคุณภาพแล้ว สังคมในอนาคตจะมีบุคคลที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยพัฒนาในทุก ๆด้าน ” นี่คือ คำกล่าวของ ดร.บัญชร จันทร์ดา ผู้อำนวยการโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 23 จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งทำงานกับกลุ่มเด็กด้อยโอกาสมาเกือบทั้งชีวิต ตั้งแต่สมัยที่เป็นนักศึกษาอาสาสมัครของกรมประชาสงเคราะห์ ครูโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ จนกระทั่งนั่งเก้าอี้ผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งได้กล่าวย้ำกับสื่อมวลชน ที่ติดตามคณะ ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ออกตรวจเยี่ยมและนิเทศการดำเนินงานโรงเรียน เพื่อช่วยกระจายข่าวให้ทุกฝ่ายได้ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการศึกษาให้ แก่เด็กด้อยโอกาส

โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 23 จังหวัดพิษณุโลก ตั้งอยู่ที่ ตำบลเนินเพิ่ม อำเภอนครไทย เป็น 1 ใน 50 โรงเรียน ของกลุ่มโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ และโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เป็นสถานศึกษาจัดการศึกษาสำหรับเด็กด้อยโอกาสที่ไม่สามารถพึ่งตนเอง ครอบครัว และผู้ปกครองได้ จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือการบริการทางการศึกษาเป็นกรณีพิเศษต่าง จากกลุ่มเด็กด้อยโอกาสในโรงเรียนปกติทั่วไป

ดร.บัญชร เล่าถึงการจัดการศึกษาของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 23 จังหวัดพิษณุโลก ว่า ที่โรงเรียนจัดการศึกษาในรูปแบบโรงเรียนประจำ จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานฟรี 12 ปี สอนตั้งแต่ ชั้น ป.1- ม.6 ให้บริการครอบคลุมพื้นที่ จังหวัดพิษณุโลกทั้งจังหวัด และอำเภอท่าปลา อำเภอฟากท่า และอำเภอบ้านโคก จ.อุตรดิตถ์ แต่ก็มีบ้างที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กด้อยโอกาสในจังหวัดอื่น ๆ ประสานส่งตัวมาเข้าเรียน ซึ่งที่นี่มีเด็กต้องการเข้าเรียนเป็นจำนวนมาก แต่ด้วยอาคาร สถานที่ที่จำกัด จึงต้องคัดเลือกเด็กเข้าเรียน ซึ่งปัจจุบันมีนักเรียนทั้งหมด 743 คน โดยการรับเด็กเข้าเรียนนั้น จะพิจารณาจากเด็กด้อยโอกาส 10 ประเภท คือ
1. เด็กที่ถูกบังคับให้ขายแรงงานหรือถูกบังคับให้ทำงานหารายได้ก่อนวัยอันควร
2. เด็กเร่ร่อน ที่ไม่มีที่อยู่อาศัยพักพิงเป็นหลักแหล่ง
3. เด็กที่อยู่ในธุรกิจทางเพศหรือโสเภณีเด็ก
4. เด็กที่ถูกทอดทิ้ง กำพร้า
5. เด็กที่ถูกทำร้ายทารุณ
6. เด็กยากจนมากเป็นพิเศษครอบครัวมีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 20,000 บาทต่อปี
7. เด็กในชนกลุ่มน้อย เช่น ชาวเขา ชาวเล เป็นต้น
8. เด็กที่มีปัญหาเกี่ยวกับสารเสพติด หรือ เสี่ยงต่อการถูกชักนำให้ประพฤติตนไม่เหมาะสม
9. เด็กที่ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์ หรือ โรคติดต่อร้ายแรงที่สังคมรังเกียจ และ
10. เด็กในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ตลอดจนเด็กหญิงที่ตั้งครรภ์นอกสมรส ซึ่งมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ เช่น การทำแท้ง การฆ่าตัวตาย และการทอดทิ้งทารก เป็นต้น

สำหรับการจัดการเรียนการสอนนอกจากจะให้เด็กได้เรียนรู้ทักษะวิชาการใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้แล้ว ยังเน้นการจัดการศึกษาเพื่ออาชีพด้วย โดยเชิญอาจารย์จากวิทยาลัยในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มาสอนวิชาชีพ ในด้านคหกรรม เกษตรกรรม และช่างไฟฟ้า เป็นต้น รวมทั้งให้เด็กได้รวมกลุ่มประกอบอาชีพหารายได้ระหว่างเรียน เช่น กลุ่มเลี้ยงปลา กลุ่มน้ำดื่ม และกลุ่มผลิตข้าว เป็นต้น ซึ่งทางโรงเรียนจะรับซื้อ และบางส่วนก็นำไปจำหน่ายให้แก่คนในชุมชนใกล้เคียง ทั้งนี้เพราะคำตอบที่เด็กหรือครอบครัวต้องการมากที่สุด คือ ขอให้เด็กเมื่อจบการศึกษาแล้วมีงานทำ ส่วน ครู ความภาคภูมิใจที่ทำให้ยิ้มได้ คือ ลูกศิษย์ประสบความสำเร็จ และที่ผ่านมานักเรียนซึ่งจบจากโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ ก็เป็นที่ยอมรับจากสังคมว่า เป็นผู้แกร่งในประสบการณ์ สามารถสร้างชีวิตใหม่ให้แก่ตนเอง ช่วยเหลือครอบครัว และมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ตนอยู่ให้เจริญก้าวหน้าได้

ความภาคภูมิใจที่สามารถหารายได้ระหว่างเรียนสะท้อนออกจากคำบอกของ “เคน” หรือ นายสุวิจักษณ์ ชาวไร่นา นักเรียนชั้น ม.3 ที่เล่าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ว่า นอกจากจะได้ความรู้ทางวิชาการแล้ว ยังช่วยพ่อ แม่ ทำงานได้ โดยคุณครูได้แบ่งที่ดินให้ปลูกผักคนละ 2 แปลง ซึ่งตนจะปลูกผักกวางตุ้ง และผักบุ้งเก็บขายให้โรงอาหารของโรงเรียน ขณะเดียวกันก็ได้ทำงานอยู่ในกลุ่มโรงสีข้าว ทำให้มีรายได้เดือนละ 800-900 บาท

ปัจจุบันประเทศไทยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน จัดบริการทางการศึกษาให้แก่เด็กด้อยโอกาส โดยมีรูปแบบที่หลากหลาย และเฉพาะข้อมูลจากกลุ่มโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์และโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ของ สพฐ. ซึ่งนับจนถึงวันที่ 10 มิถุนายน 2553 พบว่า ทั้ง 50 โรงเรียน สามารถรองรับเด็กด้อยโอกาสได้ถึง 38,942 คน แต่ก็เชื่อว่ายังไม่เพียงพอต่อเด็กด้อยโอกาสที่ยังรอคอยโอกาสทางการศึกษา

การศึกษาน่าจะเป็นของขวัญชิ้นสำคัญที่สุดสำหรับเด็กด้อยโอกาส ดั่งคำกล่าวของ ม.ล.ปิ่น มาลากุล ที่ว่า “ จุดประทีปดวงใดก็ไม่เหมือน สงเคราะห์เพื่อนผู้ขาดวาสนา ชีวิตน้อยค่อยชื่นตื่นขึ้นมา รับแสงแจ่มเจิดจ้าจากตะวัน ”.

ณัชชารีย์ วิเชียรรัตน์

ข่าวการศึกษา ที่มา เดลินิวส์

 

ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยผลการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เมื่อวันที่ 29 มี.ค.ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางแก้ปัญหาการขาดแคลนครูผู้สอนภาษาอังกฤษ โดยได้มอบให้สถาบันภาษาอังกฤษ สพฐ. ประสานกับกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อยกร่างยุทธศาสตร์พัฒนาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ โดยจัดหาครูชาวต่างชาติมาสอนในโรงเรียนสังกัด สพฐ. ผ่านความร่วมมือกับสถานทูตของประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ หรือ ภาษาราชการ  อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ และอินเดีย เป็นต้น เพื่อเปิดรับสมัครครูที่เกษียณอายุ หรือ นักศึกษาของประเทศนั้น ๆ ที่จบหรือเรียนปีสุดท้ายของการศึกษาปริญญาตรีหรือปริญญาโท ด้านครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์  ซึ่งต้องการหาประสบการณ์ฝึกสอน หรืออาสาสมัครของมูลนิธิองค์กรต่าง ๆ เข้ามาสอน ทั้งนี้ ในเร็ว ๆนี้จะเชิญ รมว.ศึกษาธิการ และ รมว.การต่างประเทศ มาหารือร่วมกันในเชิงนโยบายอีกครั้ง พร้อมทั้งร่วมกันยกร่างกรอบความร่วมมือดังกล่าว และเสนอขออนุมัติงบประมาณสนับสนุนจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ทันสอนในภาคเรียนที่ 2/2554

“สพฐ.เคยมีเป้าหมายจะจัดหาครูชาวต่างชาติเข้ามาสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทยปี ละ 1,000 คน แต่กระทรวงการต่างประเทศ เห็นว่า เพื่อให้การคัดกรองเป็นไปอย่างรอบคอบในปีแรกจึงยังไม่ควรมีจำนวนที่สูงนัก ดังนั้นในปี 2554 จึงจะเสนอขอ 300 คนต่อปี และมีการต่อสัญญาจ้างปีต่อปี  ใช้งบประมาณปีละ 350 ล้านบาท โดยขอเป็นโครงการต่อเนื่องระยะเวลา 5 ปี ซึ่งจะพอดีกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เพื่อให้ครูเหล่านี้ได้ทำการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากล โรงเรียนดีประจำอำเภอ และโรงเรียนดีประจำตำบลด้วย” ดร.ชินภัทรกล่าวและว่า อย่างไรก็ตามปัจจุบัน สพฐ.มีครูจบเอกภาษาอังกฤษโดยตรง ที่สอนระดับมัธยมศึกษา 25,000 คน และสอนระดับประถมศึกษา 5,000 คน ซึ่งถือว่าน้อย ดังนั้นหากมีครูต่างชาติเหล่านี้เข้ามาเสริมก็จะช่วยแก้ปัญหาได้” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว.

ข่าวการศึกษา ที่มา เดลินิวส์

 

สพฐ.ยันพลาดจับสลาก ม.1 มีที่เรียนทุกคน 5 เม.ย.จัดสรรหาที่นั่งลงโรงเรียนคู่พัฒนา “บดินทรเดชา” เฮ! รับได้หมด

เมื่อวันที่ 27 มี.ค. ซึ่งเป็นวันที่มีการจับสลากเข้าเรียนต่อชั้น ม.1 ประจำปีการศึกษา 2554 ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทั่วประเทศ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก ผู้ปกครองพาบุตร หลาน มารอลุ้นการจับสลากตั้งแต่เช้า บางรายนำพวงมาลัยและดอกไม้ธูปเทียนมากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำโรงเรียน เด็กหลายรายพกพาเครื่องรางของขลังมาแขวน เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับตัวเอง โดยการจับสลากได้เริ่มขึ้นพร้อมกัน เมื่อเวลา 09.00 น. ซึ่งบรรยากาศการจับสลากมีทั้งรอยยิ้มและคราบน้ำตา

ที่ ร.ร.หอวัง ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการจับสลาก พร้อมให้กำลังใจเด็กและผู้ปกครอง ซึ่งในการจับสลากของ ร.ร.หอวังได้มีผู้ปกครองมาจับสลากแทนลูกที่ประสบอุบัติเหตุต้องเข้ารับการผ่าตัด ซึ่งทางโรงเรียนอนุโลมให้ขึ้นจับสลากแทนแต่ปรากฏว่าจับสลากไม่ได้ นายปลองยุทธ อินทพันธุ์

ผอ.ร.ร.หอวัง กล่าวว่า ปีนี้ถือเป็นประวัติศาสตร์ของโรงเรียนหอวัง เพราะอัตราการแข่งขันน้อยมาก เนื่องจากมีเด็กในพื้นที่บริการสอบได้มากกว่าเด็กนอกพื้นที่บริการ โดยปีนี้เด็กมีสิทธิจับสลาก 189 คน และรับได้ 110 คน แต่มารายงานตัว 160 คน ซึ่งจะมีเด็กที่พลาดหวัง 50 คนเท่านั้น โดยทางโรงเรียนได้เตรียมแผนเกลี่ยไปยังโรงเรียนคู่พัฒนา 6 แห่ง ได้แก่ ร.ร.ราชวินิต บางเขน ร.ร.จันทร์หุ่นบำเพ็ญ ร.ร.พิบูลอุปถัมภ์ ร.ร.เสนานิคม ร.ร.มัธยมประชานิเวศน์ และ ร.ร.บางบัว (เพ่งตั้งตรงจิตวิทยาคาร)

ด้าน ดร.ชินภัทรกล่าวว่า การจับสลากเข้าเรียนชั้น ม.1 ปีนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย อัตราการแข่งขันจับสลากถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สำหรับเด็กที่พลาดหวังจากการจับสลากจะมีการจัดสรรไปเรียนในโรงเรียนคู่พัฒนา โดยในภาพรวมการรับนักเรียนใน สพม.กทม. เขต 1 ไม่พบปัญหาและยังเหลือที่นั่งว่างสามารถรับเด็กได้อีกประมาณ 3,700 คน ในขณะที่ สพม.กทม.เขต 2 ยังมีปัญหาเด็กล้น จำนวน 1,000 กว่าคนนั้น ซึ่งได้มอบนโยบายไปแล้วว่าเด็กที่พลาดหวังจากการสอบและการจับสลากให้โรงเรียนเกลี่ยไปยังโรงเรียนคู่พัฒนา โดยเปิดยื่นคำร้องวันที่ 3-4 เม.ย. และจะเร่งจัดสรรที่นั่งเรียนให้เสร็จภายในวันที่ 5 เม.ย. ทั้งนี้ ขอให้ผู้ปกครองสบายใจได้เพราะเด็กที่พลาดหวังจะมีที่เรียนทุกคน

ส่วนที่ ร.ร.บดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ดร.สุวัฒน์ วิวัฒนานนท์ ผอ.ร.ร.บดินทรเดชาได้ขึ้นประกาศบนเวทีว่า เนื่องจากในปีนี้นักเรียนในเขตพื้นที่บริการสอบเข้าเรียนได้ถึงร้อยละ 50 ทำให้มีนักเรียนในเขตพื้นที่ที่เหลือมารายงานตัวจับสลากเพียง 139 คน ในขณะที่มีแผนรับ 140 คน จึงสามารถรับนักเรียนได้หมดโดยไม่ต้องจับสลาก สร้างความดีใจให้กับนักเรียนและผู้ปกครองเป็นอย่างมาก

ด้าน ดร.เกษม สดงาม ผอ.ร.ร.สตรีวิทยา 2 กล่าวว่า มีนักเรียนในเขตพื้นที่มารายงานตัวจับสลาก 208 คน แต่มีแผนรับได้ 140 คน ทำให้มีนักเรียนพลาดหวัง 68 คน ร.ร.ให้ยื่นความจำนงเพื่อจัดสรรที่เรียนใน ร.ร.คู่พัฒนา อาทิ ร.ร.จันทร์หุ่นบำเพ็ญ ร.ร.นวมินทราชินูทิศ มั่นใจว่าทุกคนมีที่เรียนแน่นอน

ส่วนที่ ร.ร.ทวีธาภิเษก นักเรียนมีสิทธิจับสลาก 181 คน มารายงานตัว 132 คน รับได้ 100 คน โดยมีการจับสลากที่หอประชุมสุจินดา คราประยูร ชั้น 5 นายสมเกียรติ เจริญฉิม ผอ.ร.ร.ทวีธาภิเษก กล่าวว่า ในการจับสลากครั้งนี้จะมีนักเรียนพลาดหวัง 32 คน แต่ไม่ต้องกังวล เพราะจะจัดสรรที่เรียนให้ตามคำขอในใบสมัครและคำร้อง โดย ร.ร.คู่พัฒนาคือ ร.ร.สวนอนันต์.

ข่าวการศึกษา ที่มา ไทยรัฐ

 

สพม.เขต 1 เผยเด็กยังไร้ที่เรียน ม.1 กว่า 1.2 พันคน วอนผู้ปกครองอย่ารอ รีบตัดสินใจพาลูกเข้า ร.ร.คู่พัฒนา ยันไม่ขยายห้องเรียน ไม่รับเพิ่ม พร้อมให้ยื่นความจำนงขอจัดสรรที่เรียนชั้น ม.1 และ ม.4 ล่วงหน้าในวันที่ 23-27 มี.ค.ระบุ เกลี่ยที่นั่งเรียนเรียบร้อย 7 เม.ย.นี้ ด้านเตรียมอุดม เด็กแห่สมัคร ม.4 1.4 หมื่นคน รับได้แค่พันกว่าคน ยันยังไม่พบปัญหา

วันนี้ (24 มี.ค.) นายเสน่ห์ ขาวโต รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวแถลงข่าวผลการรับนักเรียนชั้น ม.1 และ ม.4 ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในปีการศึกษา 2554 ว่า นโยบายรับนักเรียนของ สพฐ.ชั้น ม.1 และ ม.4 ในปีนี้เน้นความเสมอภาค โปร่งใส และเป็นธรรม ห้าม ฝากเด็กและไม่มีการเรียกรับเงินบริจาคเพื่อแลกกับการฝากเด็กตามนโยบายของ รมว.ศึกษาธิการ จึงกำหนดเกณฑ์รับนักเรียนให้เป็นไปอย่างรัดกุม โปร่งใส และตรวจสอบได้ง่าย ส่วนกรณีที่มีผู้ปกครองร้องเรียนสายด่วนการศึกษา 1579 ว่า ลูกสอบเข้าเรียนต่อชั้น ม.4 โรงเรียนเดิมไม่ได้ และไม่รู้ว่าโรงเรียนใดบ้าง ยังมีที่นั่งเรียนชั้น ม.4 ว่างอยู่ และเมื่อสอบถามข้อมูลไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ก็ไม่ได้รับข้อมูลนั้น สพฐ.จะประสานไปยัง สพท.ต่างๆ เพื่อให้ข้อมูลดังกล่าวแก่ผู้ปกครอง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะอ้างว่าไม่มีข้อมูลไม่ได้

นายวิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์ รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 1 กล่าวว่า ขณะนี้ยังมีเด็กในพื้นที่ สพม.เขต 1 ไม่มีที่เรียนชั้น ม.1 ประมาณ 1,200 คน ซึ่งจะจัดสรรที่เรียนให้แก่เด็กทุกคน ทั้งนี้ อยากฝากถึงผู้ปกครองอย่ายึดติดว่าต้องให้ลูกเข้าโรงเรียนดัง อย่ารอโรงเรียนชื่อดังจะขยายห้องเรียน รับนักเรียนเพิ่ม รวมทั้งอย่าหลงเชื่อผู้ที่อ้างว่าฝากเด็กได้ และเรียกรับเงิน หากพบผู้แอบอ้างขอให้แจ้ง สพฐ.เพื่อตรวจสอบข้อมูล ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า โรงเรียนที่มีอัตราแข่งขันสูงของ สพม.เขต1 และ สพม.เขต 2 นั้น รับนักเรียนชั้น ม.1 และ ม.4 เพียงรอบเดียว จะไม่เพิ่มห้องเรียน เพิ่มจำนวนรับยกเว้นโรงเรียนที่ไม่ใช่โรงเรียนที่มีอัตราแข่งขันสูง ซึ่งยังมีที่นั่งว่างอยู่ จะเปิดรับนักเรียนเพิ่มโดยเขตพื้นที่จะเกลี่ยนักเรียนที่ยังไม่มีที่เรียนไป ยังโรงเรียนเหล่านี้ จึงขอให้ผู้ปกครองตัดสินใจเลือกโรงเรียนที่มีคุณภาพใกล้บ้านให้ลูกได้เข้า เรียน

“ผู้ปกครองสามารถไปยื่นความจำนงขอจัดสรรที่เรียนระดับชั้น ม.1 และ ม.4 ล่วงหน้าที่โรงเรียนที่พาบุตรหลานไปสมัครเรียนได้ตั้งแต่วันที่ 23-27 มี.ค.นี้ โดยจะให้โรงเรียนรวบรวมข้อมูลเสนอมายังเขตพื้นที่ และนำมารวมกับข้อมูลของผู้ปกครองที่มายื่นความจำนงตามปฏิทินรับนักเรียนที่ สพฐ.กำหนดไว้ในวันที่ 3-4 เม.ย.นี้ จากนั้นในวันที่ 5 เม.ย.ก็จะเกลี่ยเด็กไปเข้าเรียนชั้น ม.1 และ ม.4 ไปยังโรงเรียนที่ยังมีที่นั่งเรียนรองรับ และจะประกาศผลการจัดสรรที่เรียนในวันที่ 7 เม.ย.นี้” นายวิทธยา กล่าว

นางสิริยุพา ศกุนตะเสฐียร ผอ.โรงเรียนศึกษานารี กล่าวว่า โรงเรียนมีเด็กจบชั้น ม.3 เดิม 666 คน และรับเด็กชั้น ม.4 โดยใช้สัดส่วน 80% ซึ่งนักเรียนจบชั้น ม.3 เดิมจะพิจารณาจากผลการเรียนเฉลี่ยที่จบชั้น ม.3 จำนวน 570 คน ซึ่งในปีนี้โรงเรียนรับเด็กจบชั้น ม.3 เดิมที่ได้เกรดเฉลี่ย 4.00 กว่า 100 คน ส่วนที่เหลือก็ได้เกรดเฉลี่ยกว่า 3.90 และไล่เรียงลงไปจนเต็มจำนวนรับ และอีก 20% รับโดยสอบเข้า จึงขอทำความเข้าใจกับผู้ปกครองว่าโรงเรียนใช้วิธีการเช่นนี้ เพื่อให้ได้นักเรียนที่มีคุณภาพและให้โอกาสเด็กทุกคนได้เข้าเรียนอย่างเสมอ ภาค

นายวิศรุต สนธิชัย ผอ.โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กล่าวว่า โรงเรียนมีเด็กสมัครเข้าเรียน ม.4 จำนวน 14,000 คน แต่รับได้เพียง 1,110 คน คิดเป็นสัดส่วนการแข่งขันสอบ 1 ต่อ 10 คน ซึ่งภาพรวมการรับนักเรียนไม่มีปัญหาอะไรโดยได้ทำความเข้าใจกับผู้ปกครองที่ พาลูกมาสมัครเรียน และสอบเกี่ยวกับเกณฑ์รับเด็กทุก 20 นาที ส่วนปัญหาแอบอ้างฝากเด็กนั้นมีเกิดขึ้นทุกปี

ข่าวการศึกษา ที่มา ASTVผู้จัดการออนไลน์

 

เกรด 3.36 ยังอดเรียน วิทย์-คณิต

“ตอนที่ทราบจากลูกชายว่าไม่มีชื่ออยู่บนบอร์ด ตอนนั้นถึงกับเกิดอาการแทบล้มทั้งยืน ทำอะไรต่อไปไม่ถูก ได้แต่นั่งร้องไห้พร้อมกับลูกชาย ทั้งนี้ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าลูกชายตนจะไม่ผ่านเกณฑ์ จึงไม่ได้เตรียมตัวในการสอบ และไม่ได้คิดจะไปเรียนที่อื่น”…

เมื่อผู้ปกครองโรงเรียนสตรีวิทยา 2 จำนวนกว่า 100 คน ได้นัดรวมตัวกันที่บริเวณภายในโรงเรียน เพื่อเรียกร้องในกรณีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีเกรดเฉลี่ยสะสมผ่านเกณฑ์มาตรฐานของทางโรงเรียนกำหนดไว้ แต่กลับไม่ได้รับการคัดเลือกให้ศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

โดยนางปาริชาติ เดี่ยวตระกูลชัย ผู้ปกครองเด็กนักเรียนโรงเรียนสตรีวิทยา 2 ได้เปิดเผยกับทางทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ขณะมีสีหน้าที่เคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด ว่า บุตรชายของตน ซึ่งเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 ได้เกรดเฉลี่ยสะสม ถึง 3.36 แต่กลับไม่ได้การคัดเลือกให้ศึกษาต่อในชั้น ม.4 สายวิทย์ – คณิต ด้วยในปีนี้ทางโรงเรียนมีการคำนวนค่าเกรดเฉลี่ยของนักเรียน ต้องสูงถึง 3.37 จึงจะได้รับคัดเลือก ทันทีที่ตนรับทราบจากลูกชายว่าไม่มีชื่ออยู่บนบอร์ด ตอนนั้นถึงกับเกิดอาการแทบล้มทั้งยืน ทำอะไรต่อไปไม่ถูก ได้แต่นั่งร้องไห้พร้อมกับลูกชาย ทั้งนี้ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าลูกชายตนจะไม่ผ่านเกณฑ์ จึงไม่ได้เตรียมตัวในการสอบ และไม่ได้คิดจะไปเรียนที่อื่น

จากนั้นพอตั้งสติได้จึงได้สอบถามเพื่อนฝูง พบว่า เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้เหมือนกัน จึงได้นัดรวมตัว เพื่อสอบถามไปยังผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีวิทยา 2 ถึงสาเหตุในการคัดเลือกเด็กนักเรียนในปีนี้

ขณะที่นางยุพา ผู้ปกครองเด็กนักเรียนโรงเรียนสตรีวิทยา 2 ได้กล่าว (ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ) ว่า รู้สึกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ลูกชายของตนไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะเกณฑ์มาตรฐานทางโรงเรียนได้กำหนดเอาไว้ให้เด็กนักเรียน ที่มีเกรดเฉลี่ยสะสม 2.5 จะได้รับเลือกให้ศึกษาต่อในชั้น ม.4 สายวิทย์ – คณิต ซึ่งลูกชายตนก็มีคะแนนผ่านตามเกณฑ์ แต่ทำไมถึงไม่ได้รับเลือก พร้อมย้อนถามไปถึงการดำเนินการของโรงเรียนในลักษณะนี้ มีพฤติกรรมแอบแฝงหรือไม่ อย่างไรก็ตามวินาทีที่ทราบว่า ลูกชายตนไม่มีรายชื่อในการรับเลือก ตอนนั้นถึงกับร้องไห้ เสียใจ ทั้ง ๆ ที่ลูกชายตนก็ไม่ใช่เด็กเกเร ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกต ทำไมเรื่องการคัดเลือกเด็ก จึงมีปัญหาเฉพาะโรงเรียนนี้แต่โรงเรียนอื่น ๆ ทำไมถึงไม่มี

ทั้งนี้เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ดร. เกษม สดงาม ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีวิทยา 2 จึงเดินทางเข้าร่วมการประชุม และ ชี้แจง ถึงแนวทางการคัดเลือกเด็กนักเรียนที่จะศึกษาต่อ ว่า”เนื่องด้วยในปีนี้ทางโรงเรียนได้มีการปรับหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกเด็กนักเรียน ตามกฎเกณฑ์ของทางกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีการกำหนดให้นักเรียน 45 คนต่อ 1 ห้องเรียน อาจจะมีการเพิ่มหรือลด ต้องดูตามความเหมาะสม ประกอบกับในปีนี้ มีเด็กนักเรียนแสดงความจำนงที่จะศึกษาต่อในสายวิทย์ – คณิต เป็นจำนวนมาก ทำให้อัตราส่วนการรับเด็กนักเรียนชั้นมัธยมปลาย 80% (เด็กนักเรียนภายใน) ต่อ 20% (เด็กนักเรียนภายนอก) ไม่เพียงพอต่อความต้องการ อีกทั้งการนำคะแนนเฉลี่ยมาคำนวน จึงพบว่า เด็กนักเรียนต้องมีเกรดเฉลี่ย 3.37 ถึงจะได้รับเลือกให้ศึกษาต่อ ด้วยสาเหตุนี้จึงทำให้เด็กนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ 2.5 แต่ไม่ถึง 3.37 หมดโอกาสที่จะรับเลือกโดอัตโนมัติ ต้องดำเนินการสมัครสอบแข่งขันอีกครั้ง”

“อย่างไรก็ตามตอนนี้มีนักเรียนจำนวน 67 คนนี้เท่านั้นที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งล่าสุดได้เรียกประชุมและสั่งการให้พนักงานและอาจารย์ที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบในการดูแล พร้อมทั้งยืนยันเด็กทั้ง 67 คนนี้ ได้เรียนต่อแน่นอน โดยทางโรงเรียนจะปรับลดจำนวนห้องเรียนสายศิลป์ จากเดิมที่มีอยู่ 5 ห้อง เหลือ 3 ห้อง มาเพิ่มให้กับสายวิทย์ – คณิต เป็นจำนวน 10 ห้อง จากเดิมที่มี 7 ห้อง” ผอ.กล่าว…

ส่วนกรณีที่มีผู้ปกครองบางส่วนสงสัยถึงความไม่ชอบมาพากล ทั้งเรื่องเงินค่าซ่อมบำรุงหรือเงินบริจาค ทาง ผอ.โรงเรียนสตรีวิทย์ 2 ยืนยันว่า ไม่มีเหตุการณ์ในลักษณะนี้แน่นอน ทุกสิ่งทุกอย่างโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ ขอให้ผู้ปกครองทุกท่านวางใจได้ และเรื่องแบบนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นกับโรงเรียน เพราะชื่อเสียงที่ดีที่ทางโรงเรียนได้สร้างเอาไว้ จะไม่ให้เรื่องพวกนี้มาทำลายโดยเด็ดขาด

น้ำเสียงหนักแน่นของทางผู้อำนวยการ ทำให้ผู้ปกครองกว่า 100 ชีวิต ที่เข้ารับฟังคำชี้แจง ถึงกับสบายใจเป็นปลิดทิ้ง พร้อมกับสีหน้าและท่าทางแต่ละคน แสดงให้เห็นถึงรอยยิ้ม อย่างไรก็ตามทาง ผอ. ได้ขอเวลา 4 วัน ในการตรวจตราเอกสารของนักเรียนกลุ่มนี้ให้แล้วเสร็จ จากนั้นเช้าวันที่ 18 มี.ค. นี้ จะประกาศรายชื่อเด็กเหล่านี้ให้มีสิทธิ์ศึกษาต่อในชั้น ม.4 สายวิทย์ -คณิต ตามความต้องการ

กับปัญหานี้ นายเฉลียว อยู่สีมารักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวกับทีมข่าว”ไทยรัฐออนไลน์”ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าว ยืนยันไม่ใช่นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ในการตั้งเกณฑ์เฉลี่ยที่สูงถึง 3.37 แต่เป้าหมายของกระทรวงฯในขณะนี้คือต้องการลดจำนวนนักเรียนให้ห้องเรียนลง เนื่องจากที่ผ่านมา สถานศึกษาบางแห่งมีนักเรียนสูงถึง ห้องละ 50 คน ซึ่งเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานกำหนด ทุกคนก็รู้ว่ามันไม่เหมาะ ส่วนตัวทางแก้ในขณะนี้คือกลุ่มผู้ปกครองต้องประชุมร่วมกับทางสถานศึกษาแห่งนั้นดูว่าจะมีทางแก้ไขอย่างไรหรือไม่ ทางโรงเรียนเองก็สามารถขอทำเรื่องขอขยายห้องได้ แต่ต้องเข้าใจว่าอาจไม่มีพื้นที่จะขยายห้องเรียนก็ได้

นายชินภัทร ภูมิรัตน์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ปัญหาที่โรงเรียนสตรีวิทยา2 น่าจะคลี่คลายไปแล้วบางส่วน เพราะสถานศึกษาแห่งนี้มีความยืดหยุ่น เพราะเดิมกำหนดว่ารับนักเรียนในภาคการศึกษาใหม่ ห้องหนึ่งเฉลี่ยที่ 45 คนน่าจะเอาอยู่ แต่จริงๆแล้วรับห้องละ 50 คน ก็สามารถทำได้ ฉะนั้นก็ถือเป็นช่องทางที่พอจะใช้แก้ปัญหาได้ โดยหลักแล้วต้องเอาหลักเกณฑ์กลางที่ ศธ. และ สพฐ.ประกาศไปใช้แก้ปัญหา ทางปฏิบัติต้องให้เป็น ดุลพินิจ และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการของโรงเรียน ในการคลี่คลายปัญหา เพราะสถานศึกษาแต่ละแห่ง มีบริบทและเผชิญปัญหาที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ในความเป็นจริงแล้วการแก้ปัญหาใครก็สามารถที่จะเสนอความคิดเห็นได้ แต่ถ้าลงมาสัมผัสจริงก็จะได้ทราบถึงข้อจำกัด และสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ว่า การลดจำนวนนักเรียนในแต่ละห้องลงมันทำได้หรือไม่ บางครั้งมันเป็นเพียงแค่อุดมคติซึ่งสวนทางกับความจริง

อยากฝากไปยัง นายชินวรณ์ บุญเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สมควรเร่งดำเนินการจัดระเบียบและเตรียมสถานที่ให้เด็กนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ ได้ศึกษาต่อในชั้น ม.4 ทั้งที่กลุ่มนักเรียนที่เกิดปัญหาทั้งหมดก็เป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 ของสถานศึกษาเดียวกันที่มีปัญหาการร้องเรียน โดยตอนนี้ดูเหมือนจะยังเป็นปัญหาเล็ก ๆ แต่ถ้าไม่ระมัดระวังมันอาจจะลุกลามบานปลาย จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต ในฐานะเป็นถึงเจ้ากระทรวงจึงต้องรับผิดชอบและมีหน้าที่คอยดูแลการศึกษาของประเทศ อย่าให้เยาวชน ซึ่งถือเป็นอนาคตของชาติ ต้องไม่มีที่เรียนต่อไปอีกเลย….

ข่าวการศึกษา ที่มา ไทยรัฐ วันที่ 18 มีนาคม 2554

 

ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยผลการประชุมผู้บริหารระดับสูง ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เมื่อเร็ว ๆ นี้ ว่า สพฐ.ได้นำข้อมูลการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กไทย ในโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือพิซ่า (PISA) ปี ค.ศ. 2009 มาเป็นฐานในการจัดทำแผนปฏิบัติการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน อย่างจริงจัง โดย สพฐ.ตั้งเป้าหมายว่า ต้องยกระดับผลการประเมินนักเรียนของพิซ่ารอบต่อไปในปี ค.ศ. 2012 ให้สูงขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่า มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพการศึกษาหลายปัจจัย เช่น นักเรียนชนบทจะมีผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่านักเรียนในเมือง โรงเรียนขนาดเล็กและกลางมีปัญหาเรื่องคุณภาพ เป็นต้น ซึ่ง สพฐ.จะขับเคลื่อนคุณภาพโรงเรียนใน กลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนมาตรฐานสากล โรงเรียนดีประจำอำเภอ หรือโรงเรียนดีประจำตำบล รวมถึงมุ่งพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กในชุมชนประมาณ 10,000 แห่ง ซึ่งครอบคลุมไปถึงโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา และโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็กด้วย โดยโรงเรียนเหล่านี้เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ สพฐ.ให้ความสำคัญในการเร่งรัดพัฒนาคุณภาพ

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า เพื่อเป็นการขับเคลื่อนและยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน สพฐ.จะทำแผนปฏิบัติการ โดยมีแผนการขับเคลื่อนทางวิชาการ และแผนการบริหารจัดการสถานศึกษา หากการดำเนินงานตามแผนดังกล่าวสำเร็จ ก็เท่ากับว่า สพฐ. ได้ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนอย่างเป็นรูปธรรม  และตน
เชื่อว่าในปี ค.ศ. 2012 หรือ พ.ศ. 2555 การประเมินนักเรียนระดับนานาชาติของไทยจะเพิ่มสูงขึ้นทั้ง 3 สมรรถนะ ได้แก่ การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์

สพฐ.จะร่วมกับสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) พัฒนาครู โดยเฉพาะครูที่สอนวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ในระดับประถมศึกษา ซึ่งถือเป็นการวางพื้นฐานการเรียนรู้ให้แก่นักเรียน ซึ่งครูที่ผ่านการประเมินในระดับสูง จำนวน 22,054 คน จะพัฒนาให้เป็นมาสเตอร์ทีชเชอร์ และระดับกลาง จำนวน 180,000 คน ก็จะได้รับการพัฒนาผ่านระบบออนไลน์ โดยใช้โรงเรียนประจำจังหวัดเป็นศูนย์จำนวน  45 ศูนย์” ดร.ชินภัทร กล่าว.

ที่มา เดลินิวส์ วันที่ 2 มีนาคม 2554

 

คลอดเกณฑ์รับบริจาคภาคเอกชนหนุนศึกษา

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ

ศธ. จี้ทำคลอดเกณฑ์รับบริจาคภาคเอกชนหนุนการศึกษา คืนกำไรให้สังคม สามารถนำไปลดหย่อนภาษีบริษัทได้ 2 เท่า …

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ได้หารือกับ ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ว่า เนื่องจากในช่วงหลังรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีนโยบายสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนให้เข้ามาพัฒนาทางการศึกษา และประกอบกับทางภาคเอกชนก็มีพันธกิจที่จะคืนกำไรให้กับสังคม ฉะนั้นส่วนตัวเห็นว่าการคืนกำไรให้กับสังคมของผู้ประกอบการหรือภาคเอกชนต่างๆไม่มีเรื่องใดที่จะสำคัญและยิ่งใหญ่ไปกว่าการมาลงทุนทางด้านทรัพยากรมนุษย์หรือการศึกษา ซึ่งที่ผ่านมายังไม่มีการจัดสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของฝ่ายบริจาค กับสถานศึกษาที่ชัดเจน ดังนั้น ตนจึงได้มอบหมาย สพฐ.ให้ไปดำเนินการจัดประชุมระดมความเห็นในเรื่องนี้ และจะต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์หรือข้อตกลงร่วมกันด้วย เพราะการคืนกำไรให้กับสังคมของผู้ประกอบการหรือภาคเอกชนนั้นสามารถนำไปลดหย่อนภาษีบริษัทได้ 2 เท่าเมื่อมาบริจาคให้ กับสถานศึกษา หรือบางสถานประกอบการนำไปลด หย่อนภาษีให้ตนเองได้ด้วย รวมทั้งยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสถานประกอบการด้วย

รมว.ศึกษาธิการกล่าวอีกว่า ตนคิดว่า ศธ.มีสถานศึกษาในสังกัดจำนวนมากมาย จึงควรจะกำหนดหลักเกณฑ์เรื่องนี้ให้ชัดเจน หากไม่มีการกำหนดเกณฑ์การบริจาคที่ชัดเจนอาจจะไม่สามารถระดมทรัพยากรที่สนองตอบตรงกับเป้าหมายหรือความ ต้องการของสถานศึกษาได้และคิดว่าผู้มาบริจาคก็ไม่ต้องการจะถูกกล่าวหาว่ามาบริจาคเพื่อเอาหน้าหรือนำไปลดหย่อนทางภาษี แต่ต้องการมาสนับสนุนเพื่อให้การศึกษาดีขึ้น.

ที่มา ไทยรัฐ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2554