Posts Tagged ‘ ครู ’

เกินกว่าคำว่า “น่าตกใจ” ภายหลังการประกาศผลโอเน็ต หรือวิชาพื้นฐาน เอเน็ต ว่าเด็กไทยสอบตกทั้งประเทศ อีกทั้งวิชาที่สำคัญเป็นพื้นฐานคะแนนยังต้อยต่ำสุดๆ ไทยรัฐออนไลน์ หอบเอาความหวังไปถาม รศ.ดรสมพงษ์ จิตระดับ ถึงวิกฤติการศึกษาไทยทุกวันนี้ว่าใคร สิ่งไหน คือจุดอ่อนการศึกษาของประเทศไทย…

เกินกว่าคำว่า “น่าตกใจ” ภายหลังการประกาศผล โอเน็ต หรือวิชาพื้นฐาน เอเน็ต ว่าเด็กไทยสอบตกทั้งประเทศ อีกทั้งวิชาที่สำคัญเป็นพื้นฐานคะแนนยังต้อยต่ำสุดๆ

การออกข้อสอบยากมากเหมือนกับข้อสอบแข่งขันโอลิมปิก บางคำถามต้องตอบตัวเลือกให้ถูกถึง 2 ข้อถึงจะได้ 1 คะแนน ข้อสอบจากที่เคยเป็นปรนัยปีนี้กลายเป็นปรนัย-อัตนัยอย่างละครึ่งๆ แถมยังให้เวลาน้อยนิด

เด็กหลายคนเลือกทำอัตนัยแล้วทิ้งปรนัยคะแนนจึงลดลงเลย ประเด็นสำคัญที่โดนพูดถึงคือ การออกข้อสอบโดยอาจารย์สาธิต ซึ่งเป็นแนววิเคราะห์มาก ดังนั้นเด็กที่ไม่ได้เรียนสาธิตก็สอบตกหมด อาจารย์ไม่สนใจในการสอนเพราะมัวแต่เอาเวลาไปทำภารกิจส่วนตัวเรื่องเลื่อน วิทยฐานะครู ทำให้คุณภาพการสอนในห้องเรียนไม่มี เด็กส่วนใหญ่ก็หันไปทุ่มเงินเรียนพิเศษ แต่ใช่ว่าเด็กทุกคนจะมีเงิน

“ถ้าให้พูดตรงๆ ถ้าไม่เรียนพิเศษหนูและเพื่อนๆ ก็ไม่ติดหมอหรอก แต่ถามจริงๆ มันไม่มีเด็กคนไหนอยากเรียนพิเศษถ้าครูในห้องตั้งใจสอนไม่ได้กั๊กเอาไว้และ แนะนำให้เราไปเรียนพิเศษปกติเรียนวันละ 8 ช.ม.ไปเรียนพิเศษถึง 2 ทุ่มกว่าจะกลับบ้าน กินข้าว อาบน้ำ ทำการบ้านเสร็จ ตี 1 อึดๆ ทึกๆ เพื่อรับมือกับข้อสอบที่ออกมายากๆ โรงเรียนก็มีมาตรฐานไม่เท่ากัน เด็กก็รวยจนไม่เท่ากันเงินเรียนพิเศษก็ไม่มีแล้วกระทรวงศึกษา สทศ. (สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ) สมศ. (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา) ทำอะไรบ้างไหม ก็เปล่า…?”

เป็นคำพูดที่สะท้อนปัญหาของเหล่านักเรียนได้อย่างดี

ไทยรัฐออนไลน์ หอบเอาความหวังไปถาม รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์จากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงวิกฤติการศึกษาไทยทุกวันนี้ว่าใคร สิ่งไหน คือจุดอ่อนการศึกษาของประเทศไทย

Q : ในฐานะคนที่คลุกคลีด้านการศึกษามา ดูผลประกาศว่าเด็กสอบโอเน็ตตกทั้งประเทศแล้วรู้สึกอย่างไร

A : จริงๆ มันตกร่วงมา 3 ปี ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อระหว่างการปฏิรูปรอบแรกกับปฏิรูปรอบนี้ แล้วผลที่ออกมาถามว่าสะท้อนอะไรผมมองว่ามันคือการวัดผลประเทศเรานี้ คือการสอบเป็นกระบวนการที่สอบแล้วไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์อะไรประการแรกเลย เด็กจึงไม่ตั้งใจสอบ เพราะคิดว่าสอบไปทำอะไร ถึงสอบตกเขาไม่ได้ให้ความสำคัญ สอบตกก็ไม่เลื่อนชั้น

อีกอย่างบ้านเรามันใช้วิธีการจับฉลากเข้าเรียนแล้ว การสอบมันเยอะเกินไป คืออย่างปีนี้ ตารางสอบโอเน็ตกับแกทแพทห่างกันไม่มาก คนจึงหันไปทุ่มกับแกทแพท เพราะเวลาเข้ามหาวิทยาลัยต้องใช้คะแนนนี้ถึง 50% ขณะที่โอเน็ตใช้เพียง 30% และเป็นข้อสอบที่มีเนื้อหาอยู่ในหลักสูตร ไม่จำเป็นต้องไปเรียนกวดวิชาเพิ่ม เฉพาะที่เรียนในห้องเรียนก็น่าจะทำได้เลยไม่ค่อยตั้งใจสอบคะแนนโอเน็ตใน ภาพรวมก็เลยออกมาต่ำ

นอกจากนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่ผมมองก็คือว่าปีนี้ข้อสอบเปลี่ยนฉะนั้นเราจะเห็นว่าเด็กที่ จะสอบภาษาไทย สังคม ภาษาอังกฤษ 3 ชั่วโมง 3 วิชา มันจะสอบภาษาไทยกับสังคม แล้วภาษาอังกฤษมันจะทิ้ง ทำให้คะแนนภาษาอังกฤษออกมาแบบที่เห็นก็คือตกมากมาย สทศ. เริ่มมีแนวข้อสอบที่หลากหลาย บางคำถามต้องตอบถูกถึง 2 ข้อถึงจะได้ 1 คะแนน ส่วนข้อสอบที่เคยเป็นปรนัยมาปีนี้กับปีที่แล้วกลายเป็นปรนัย-อัตนัยอย่างละ ครึ่งๆ แล้วก็จำกัดเวลา หลายคนจึงเลือกทำอัตนัยก่อนแล้วทิ้งปรนัยคะแนนจึงห่วยอย่างที่เห็น

Q : อาจารย์กำลังบอกว่าข้อสอบแปลกๆ ของ สทศ. (สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ) ก็มีส่วนทำให้ผลลัพธ์ออกมาแบบที่คนช็อก คือสอบโอเน็ตตกทั้งประเทศ…?

A : ใช่ เรื่องข้อสอบ ประเด็น กระบวนการสอบ เหล่านี้ก็มีผล แล้วก็อีกอย่างหนึ่งที่ผมคิดว่ามีผลคือกลุ่มคนที่ออกข้อสอบเป็นอาจารย์ โรงเรียนสาธิตทั้งหมด อาจารย์จากโรงเรียนอื่นๆ ไม่มีส่วนในการออกข้อสอบนะครับ เพราะฉะนั้นข้อสอบมันจึงยาก (เน้นเสียง) ข้อสอบเป็นลักษณะในเชิงวิเคราะห์มาก ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของโรงเรียนสาธิต เด็กสาธิตจึงทำได้ไม่บ่น แต่เด็กโรงเรียนส่วนใหญ่ทั้งประเทศจะเน้นความรู้ความจำ เน้นเรียนจากหนังสือ ไม่เน้นวิเคราะห์ ข้อสอบที่ออกมาจึงมันขัดแย้งกับตัวเด็ก แล้วตัวผู้ออกข้อสอบนั้นก็ไม่ได้สอนเด็กส่วนใหญ่ของประเทศด้วย อันตรายมากๆ

Q : แล้วอาจารย์ที่ออกข้อสอบเหล่านี้ใครเป็นคนคัดเลือก

A : สทศ. (สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ) กำหนดว่าต้องเป็นอาจารย์โรงเรียนสาธิต ฉะนั้นกลุ่มผู้ออกข้อสอบกับเด็กที่สอบนี้ไม่ใช่ครูและนักเรียนโดยตรง อีกปัญหาหนึ่งที่เห็นจากการลงภาคสนามของผมมาตลอด ผมลงไปทำเรื่องสภาเด็ก ทำเรื่องเยาวชนมากมาย พวกเขาบอกว่าเด็กๆ กังวลมากว่าอนาคตข้างหน้า ครูบาอาจารย์จะทิ้งเด็กไม่สอนหนังสือ ไม่ทุ่มเท จ้ำจี้ จ้ำชัยเหมือนแต่ก่อน มัวแต่ไปทำเรื่องส่วนตัวกันหมด ดังนั้นสิ่งที่เราเห็นก็คือที่ผ่านมาครูจะเจริญก้าวหน้าเงินเดือนสูงมาก แต่คุณภาพเด็กกลับตกต่ำ

ฉะนั้นการออกแบบเรื่องทำวิทยฐานะในสมัยรัฐบาลสุรยุทธ จุลานนท์ เป็นการหลงทางครั้งใหญ่ของประเทศ ทำให้ครูเนี่ยเอาเวลาส่วนใหญ่ไปทำเรื่องวิทยฐานะกันหมด จึงไม่มีคนใส่ใจคุณภาพเด็ก ผมถามว่าวันนี้เด็กตกกันทั้งประเทศยังไม่มีใครมารับผิดชอบ ไม่มีบทลงโทษ และผลที่เกิดออกมากับ สทศ. (สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ) สมศ. (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา) เวลาที่มันวัดผลเกิดขึ้นมาไม่ได้มีการเอาไปใช้ในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพ เด็ก ต่างคนต่างอยู่ต่างยึดกฎหมาย ยึดสถาบัน ยึดองค์กรตัวเอง “กูมีหน้าที่สอบกูก็สอบ กูมีหน้าที่ออกข้อสอบ เด็กมึงตกมันก็ไปรับผิดชอบกันเอง”

Q : ไม่มีเจ้าภาพรับผิดชอบที่ชัดเจน

A : ใช่ มีแต่ครูจะได้ซีเพิ่มขั้น แต่เวลาเด็กตกไม่มีใครมารับผิดชอบอะไรเด็กเลย

Q : หลายฝ่ายตั้งคำถามว่าการออกข้อสอบแปลกๆ แบบนี้เกินหลักสูตรไปไหม

A : จริงๆ มันก็ไม่เกินหลักสูตรหรอก แต่ว่า มันเป็นข้อสอบที่ยากกว่าเด็กปกติ เป็นข้อสอบในเชิงวิเคราะห์ แต่ถ้ามองข้อสอบดีในเชิงวิเคราะห์ก็แปลว่าคนไทยได้คิดมากขึ้น

Q : แต่ว่าเราไม่ได้สอนเขาแบบนั้น

A : มันก็ไม่เป็นธรรม อาจารย์ที่ออกเขาเอามาตรฐานเด็กโรงเรียนสาธิต ให้คิดวิเคราะห์ทุกวันวิพากษ์วิจารณ์อะไรๆ มันฝึกตลอด พอคุณเอาวิธีวิธีการสอนเด็กกลุ่มหนึ่งมาวัดเด็กกลุ่มหนึ่งมันจึงไม่ยุติธรรม

Q : ทางแก้ไขคือ

A : ดีที่สุดก็คือ ยุบ สทศ. ยุบ สมศ. ไปเถอะรำคาญ คือเมื่อคุณวัดขึ้นมาแล้วมันไม่ใช่ประโยชน์ ถ้าวัดออกมาแล้วเครื่องมือไม่สอดคล้องและมันใช้งบประมาณมากก็ยุบไปเถอะเสีย เงินเปล่าๆ

Q : การเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการบ่อยมีผลไหม

A : มีครับ มันทำให้ข้าราชการระดับสูงนี้ใส่ใจเรื่องคุณภาพ มันก็มัวแต่ตามนโยบายลมเพลมพัด นโยบายไฟไหม้ฟาง นโยบายของตัวเอง ฉะนั้นจึงไม่ทุมเท ก็ไปใส่ใจในตัวนโยบายเฉพาะกิจหรือนโยบายส่วนตัวของรัฐมนตรี คุณภาพเด็กที่ลงไปบริหารกับครูในโรงเรียนมันก็ลดน้อยลง

ความเอาจริงเอาจังก็มันหายไปเยอะ การตรวจราชการ การติดตามเอาใจใส่อะไรพวกนี้ ข้าราชการส่วนกลาง ดังนั้นผมเสนอให้มีการคาดโทษอย่างหนักกับคนทำให้ผิดพลาดแต่นี่ไม่มี ทั้งๆ ที่ผลออกมาเด็กสอบโอเน็ตตกทั้งประเทศมันต้องรับผิดชอบกันทั้งกระทรวง แล้วผลออกมาใครรับผิดชอบ ไม่มี จริงๆแล้วผู้ใหญ่ต้องเป็นคนรับผิดชอบผมเสนอว่าทางออกคือต้องเอาผลการประเมิน ระดับโรงเรียนไม่ว่า สทศ. สมศ. และนำคะแนนเป็นตัวตั้ง มาจัดกลุ่มกัน กลุ่มนี้ต้องแก้ไขปรับปรุงมาก กลุ่มแก้ไข กลุ่มปานกลาง กลุ่มดี พอรู้ปัญหาก็ระดมคน สื่อการเรียนการสอบ อุปกรณ์ต่างๆ ลงไปช่วยเหลือเด็กห้องต่างๆ อย่างทั่วถึงและเป็นระบบ

2554 คำถามที่ต้องการคำตอบ เมื่อเด็กสอบโอเน็ตตกทั่วประเทศ…?

1.กระทรวงศึกษาธิการและผู้เกี่ยวข้องรู้ไหมว่าสาเหตุหลักที่เด็กสอบโอเน็ต หรือวิชาพื้นฐานตก เพราะวันนี้ในโรงเรียนเน้นทำการบ้านส่ง 70-80 % แต่ว่าการสอบจริงในห้องเรียนมีแค่ 20-30 % เท่านั้น คำถามก็คือวันนี้เด็กได้รับการฝึกฝนในการทำข้อสอบมาเพียงพอหรือเปล่า ถ้าไม่พอแล้วทำไมไม่เพิ่มเติม

2.คำถามก็คือ เมื่ออยากรู้ว่าครูมีคุณภาพไหมทำไมไม่เอาครูมาสอบเอ็นทรานซ์เทียบกับเด็กจะ ได้รู้ไปเลยว่าครูมีความรู้พอที่จะสอนหรือเปล่า ซึ่งมันจะสะท้อนได้ว่า ถ้าคุณครูคะแนนต่ำกว่าเด็ก 1.สถาบันผู้สอนต้องล้มเหลวแน่ ๆ 2.วิธีการสอนต้องล้มเหลวแน่ๆ 3.ถ้าเอาครูมาสอบเอ็นทรานซ์แล้วครูคะแนนไม่ดีมันก็ยืนยันความล้มเหลวแน่ๆ ดังนั้นจะได้รู้ว่าอะไรคือราก จุดอ่อนของการศึกษาเมืองไทยที่ล้มเหลวเสมอๆ เรื่องง่ายๆ แบบนี้ผู้มีส่วนรับผิดชอบทำอะไรบ้างหรือยัง

3.ทำไมนโยบายการศึกษาเรามักจะสนับสนุนให้คนเก่ง เรียนแพทย์ เรียนวิศวะแต่สนับสนุนให้คนไม่มีทางเลือกไปเรียนครู ซึ่งครูทำหน้าที่ผลิตครูก็คืออาจารย์ในสถาบันราชภัฏต่างๆ แล้วคนผลิตก็ไม่ฉลาด คนถูกผลิตก็ไม่ฉลาด ขบวนการผลิตก็ไม่ฉลาด แล้วกระบวนการจัดการเรียนการสอนก็ไม่ฉลาด ประชากรศึกษาที่มีความรู้ก็รู้จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ผู้มีส่วนรับผิดชอบทำอะไรบ้างหรือยัง

4.ทำไมไม่กำหนดก่อนว่าข้อสอบจะประเมินอะไรของเด็กที่จะเข้ามาเรียน เหมือนกับที่สถาบันศึกษาจากต่างประเทศที่มีการทดสอบที่มีประสิทธิภาพนัก เรียนเพื่อจะได้รู้ทิศทางความถนัดและความชื่นชอบเพื่อพัฒนาศักยภาพของเด็ก ให้ถูกต้องและตรงทิศทาง

5..ย้อนหลังกลับไป 15 ปีที่แล้วมีการสอบเอ็นทรานซ์เพียงแค่ครั้งเดียว กล่าวคือสอบได้ก็ได้ สอบไม่ได้ก็ไม่ได้ ก็ตก ไม่เหมือนวันนี้ที่ต้องผูกชะตาชีวิตเด็กขึ้นกับครู และระบบแอดมิดชั่นใช้เกรด+กับการสอบ และคำถามใหญ่สุดท้ายก็คือครูทุ่มเทใช้จิตวิญญาณสอนอย่างเต็มทีได้แค่ไหน…?

นี่คือคำถามเสี้ยวจากที่ไทยรัฐออนไลน์ประมวลมาจากผู้รู้มากมาย นอกจากต้องการคำตอบแล้ว ยังต้องการผู้รับผิดชอบเมื่ออนาคตของชาติสอบวิชาพื้นฐานตกทั้งประเทศ ด้วย…?

ข่าวการศึกษา ที่มา ไทยรัฐ

 

เลขาธิการ​คุรุ​สภา เผยเพิ่ง​ได้​รับ​รายงาน​ว่า​มี​บัณฑิต​จำนวน​กว่า 1,000 คน จาก 22 สถาบัน มี​ ปัญหา​คุรุ​สภา​ยัง​ไม่​สามารถ​ออก​ใบ​ประกอบ​วิชาชีพ​ครู ให้​ได้พบ 22 ม.จัดไม่ตรงมาตรฐาน เขตพื้นที่ฯปฏิเสธรับสมัครสอบอ้างขาดตั๋วพก…

จาก​การ​ที่​คณะ​กรรมการ​ข้าราชการ​ครู​และ​บุคลากร​ทางการ​ศึกษา (ก.ค.​ศ.) ได้​กำหนด​หลักเกณฑ์​และ​วิธีการ​สอบ​แข่ง​ขัน​เพื่อ​บรรจุ​เข้า​รับ​ราชการ​เป็น​ข้าราชการ​ครู​และ​บุคลากร​ทางการ​ศึกษา  ตำแหน่ง​ครู​ผู้​ช่วย ประจำปี พ.ศ. 2554 โดย​กำหนด​ให้​มี​การ​รับ​สมัคร​ถึง​วัน​ที่ 4-10 เม.ย. 2554 และ​ให้​ผู้​สนใจ​สมัคร​สอบ​แข่ง​ขัน​โดย​ต้อง​นำ​ใบ​อนุญาต​ประกอบ​วิชาชีพ​ครู​มา​ใช้​สมัคร​เท่านั้น  ผู้สื่อข่าว​รายงาน​ว่า นับ​ตั้งแต่​ช่วง​เช้า​ของ​วัน​ที่ 4-6 เม.ย. ได้​มี​บัณฑิต​ครูทั้ง​ใน​กรุงเทพฯ​และ​ต่าง​จังหวัด​จำนวน​มาก​เดินทาง​มายัง​คุรุ​สภา​เพื่อ​ขอ​ใบ​อนุญาตฯ​จน​แน่น​ห้อง​ที่​คุรุ​สภา​เปิด​ให้​บริการ​ยื่น​ขอ​ใบ​อนุญาตฯ และ​บาง​ส่วน​ได้​มา​นั่ง​พัก​รอ​บริเวณ​สนาม​หญ้า​หน้า​อาคาร​คุรุ​สภา​และ​บริเวณ​โดย​รอบ​หอประชุม​คุรุ​สภา

นาย​องค์กร อมร​สิริ​นันท์ เลขาธิการ​คุรุ​สภา กล่าว​ว่า สิ่ง​ที่​ตน​รู้สึก​กังวล​ใน​ขณะ​นี้​ก็​คือ เพิ่ง​ได้​รับ​รายงาน​ว่า​มี​บัณฑิต​จำนวน​กว่า 1,000 คน จาก 22 สถาบัน มี​ปัญหา​คุรุ​สภา​ยัง​ไม่​สามารถ​ออก​ใบ​ประกอบ​วิชาชีพ​ครู​ให้​ได้  เนื่องจาก​ตรวจ​พบ​ว่า​แต่ละ​มหาวิทยาลัย​ไม่ได้​ผลิต​บัณฑิต​ตาม​มาตรฐาน​การ​ผลิต​ที่ทาง​คุรุ​สภา​กำหนด ดังนั้น​ ใน​วัน​ที่ 7 เม.ย.​นี้ ทาง​คุรุ​สภา จึง​ได้​นัด​ประชุม​บอร์ด​เป็น​เวลา​เร่ง​ด่วน​เพื่อ​พิจารณา​​ว่า​จะ​หา​ทางออก​ใน​เรื่อง​นี้​อย่างไร  เพราะ​บัณฑิต​ที่​จบ​มา​ก็​คง​ไม่​รู้​ว่า​สิ่ง​ที่​มหาวิทยาลัย​นำ​มา​สอน​นั้น​ไม่​เป็น​ไป​ตาม​มาตรฐาน​ที่​คุรุ​สภา​กำหนด ขณะ​ที่​คุรุ​สภา​เอง​ก็​ต้อง​ยึด​คุณภาพ​และ​มาตรฐาน​เอา​ไว้

เลขาธิการ​คุรุ​สภากล่าว​อีก​ว่า นอกจาก​นี้​ ตน​ยัง​ได้​รับ​แจ้ง​จาก​ผู้​ที่​ไป​สมัครสอบ​ครู​ผู้​ช่วย​ใน​เขต​พื้นที่​การ​ศึกษา​ต่างๆ ที่​เปิด​รับ​สมัคร​อยู่​ใน​ขณะ​นี้​ว่า  ทาง​เขต​พื้นที่ฯ​จะ​ไม่​รับ​สมัคร​ให้​หาก​ไม่​มี​ใบ​ประกอบ​วิชาชีพ​ฉบับ​พก​พา​ไป​ยื่น​ประกอบ​กับ​ใบ​ประกอบ​วิชาชีพ​ครู​ฉบับ​ใหญ่​ที่​เป็น​ฉบับ​จริง เพราะ​ต้องการ​ดู​รูป​ประกอบ​การ​รับ​สมัคร  ซึ่ง​เรื่อง​นี้​ตน​ขอ​ทำ​ความ​เข้าใจ​กับ​ทาง​เขต​พื้นที่ฯ ว่า​ ใน​การ​รับ​สมัคร​ไม่​จำเป็น​ต้อง​ใช้​ใบ​ประกอบ​วิชาชีพ​ฉบับ​พก​พา​ก็ได้  แค่​มี​ใบ​ประกอบ​วิชาชีพ​ครู​ฉบับ​ใหญ่​ที่​เป็น​ฉบับ​จริง​ก็​ถือว่า​เอกสาร​หลักฐาน​ครบ​สมบูรณ์​แล้ว หาก​อยาก​จะ​ดู​รูป​ของ​ผู้​สมัคร​ว่า​ใช่​ตัว​จริง​หรือ​ไม่​ ก็​สามารถ​ตรวจสอบ​จาก​บัตร​ประชาชน​ก็ได้.

ข่าวการศึกษา ที่มา ไทยรัฐ

 

ศธ.ชี้โยกย้ายต้องโปร่งใสไม่เรียกเงิน กินเลือดกินเนื้อเพื่อนครู คาดหวัง อ.ก.ค.ศ.ช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายการปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่ 2 ให้เป็นจริง สอบบรรจุให้ตรงสาขาที่ขาดแคลน …

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานเปิดประชุมเชิงปฏิบัติการการบริหารงานบุคคลของคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา 42 เขตทั่วประเทศ ที่โรงแรมปริ๊นซ์พาเลซ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา ว่า สิ่งที่ตนคาดหวังจาก อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา มี 3 เรื่องได้แก่
1.การปฏิบัติและบริหารงานด้วยระบบคุณธรรม
2.การบริหารงานบุคคลต้องปราศจากการกินเลือดกินเนื้อของเพื่อนครู อย่างเช่น สิ่งที่เคยมีการพูดในอดีตว่าเวลาข้าราชการครูฯ จะขอย้ายโรงเรียนต้องเสียเงิน คิดเป็นกิโลเมตรจะต้องไม่มีเกิดขึ้น รวมทั้งการบรรจุแต่งตั้งข้าราชการครูก็ต้องเป็นไปด้วยระบบคุณธรรมและปราศจากการหาผลประโยชน์จากครู โดยจะต้องห้ามไม่ให้มีข้อกล่าวหาเรียกรับผลประโยชน์จากข้าราชการครูฯ และ
3.จะต้องหาทางช่วยกันขับเคลื่อนเป้าหมายการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 ให้เป็นจริงให้ได้

รมว.ศึกษาธิการกล่าวอีกว่า สำหรับการสอบบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเพื่อให้ดำรงตำแหน่งครูผู้ช่วยในปีการศึกษา 2554 นั้น ตนขอเน้นย้ำว่าจะต้องไม่มีการฝากใครเข้าทำงานในตำแหน่งดังกล่าวอย่างเด็ดขาด และทุกอย่างจะต้องมีการดำเนินการด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม ซึ่งจะต้องมีการทำความเข้าใจให้ผู้ที่สมัครสอบบรรจุในครั้งนี้ได้เข้าใจถึงหลักเกณฑ์และวิธีการต่างๆด้วย อย่างไรก็ตาม ตนยังคาดหวังว่า อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาจะต้องสร้างภาพลักษณ์ที่ดีเพื่อยกระดับให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนและให้มีมาตรฐานเทียบเท่ากันกับคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ในอนาคต

“การทำหน้าที่ของคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ควรจะต้องเน้นย้ำการปฏิรูปการศึกษาฯ และควรจะต้องช่วยกันผลักดันให้เป็นไปตามเป้าหมาย อย่างเรื่องการส่งเสริมคุณภาพของข้าราชการครูให้มีมากขึ้น อย่างการบรรจุครูเข้าทำหน้าที่ในโรงเรียนดีประจำตำบลก็อยากให้มีการบรรจุข้าราชการครูให้ตรงกับวิชาเอกที่โรงเรียนต้องการอย่างแท้จริงด้วย” นายชินวรณ์กล่าว.

ข่าวการศึกษา ที่มา ไทยรัฐ

 

ก.ค.ศ.ถกด่วนเร่งปรับเงินเดือนครู หวังทัน 1 เม.ย.-ส่วนคนแห้วใช้วิธีปรับพอก ชงเกณฑ์เลื่อนวิทยฐานะ

นายเฉลียว อยู่สีมารักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ขณะนี้ ร่าง พ.ร.บ.เงินเดือน เงินวิทยฐานะและเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่…) พ.ศ. … ทรงลงพระปรมาภิไธยเป็นที่เรียบร้อยแล้วและจะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 31 มี.ค.นี้ และมีผลบังคับใช้วันที่ 1 เม.ย. นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการได้สั่งการให้มีการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) นัดเร่งด่วนวันที่ 31 มี.ค.นี้ เพื่อพิจารณาปรับเงินเดือนข้าราชการครูฯ 8% ให้ทันในวันที่ 1 เม.ย.นี้

ปลัดกระทรวงศึกษาธิการกล่าวอีกว่า เบื้องต้นได้ข้อสรุปว่าการปรับเงินเดือนข้าราชการครูฯประมาณ 500,000 กว่าคน จะมี 2 แนวทางคือ ปรับเงินเดือนเฉลี่ย 8% ให้ข้าราชการครูฯที่มีคุณสมบัติเป็นไปตาม เกณฑ์ที่กำหนด คือมีเงินเดือนไม่ต่ำกว่าหรือเท่ากับเงินเดือนขั้นต่ำตามบัญชีเงินเดือนขั้นสูงขั้นต่ำที่แนบท้าย พ.ร.บ. เงินเดือน เงินวิทยฐานะฯ ส่วนข้าราชการครูฯประมาณ 20,000 กว่าคน ที่มีเงินเดือนต่ำกว่าเงินเดือนขั้นต่ำนั้น อาจจะใช้แนวทางปรับพอกขั้นเงินเดือนเพื่อให้สามารถปรับเงินเดือนถึงขั้นต่ำตามบัญชีเงินเดือนขั้นสูงขั้นต่ำได้เร็วขึ้น จะดีกว่าที่จะปรับเงินเดือน 8% ให้ในคราวเดียว

“นอกจากเรื่องปรับเงินเดือนข้าราชการครูฯแล้ว จะเสนอให้ที่ประชุม ก.ค.ศ.พิจารณาหลักเกณฑ์วิธีการว่าด้วยการประเมินตำแหน่งทางวิชาการที่จะให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้มีผลงานดีเด่นที่ประสบความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ มีวิทยฐานะหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษและวิทยฐานะเชี่ยวชาญ ในสายงานการสอน สายงานบริหารสถานศึกษา สายงานบริหารการศึกษาและสายงานนิเทศการศึกษาไปแล้วช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ซึ่งหลักการการประเมินนั้นจะเน้นผลผลิตที่เกิดจากการปฏิบัติเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยจะต้องให้หน่วยงานเป็นผู้เสนอให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้ารับประเมินเพื่อให้ได้วิทยฐานะชำนาญการพิเศษและเชี่ยวชาญ จะเน้นการทำผลงานทางวิชาการน้อยลงกว่าเดิม ทั้งนี้ เมื่อที่ประชุมเห็นชอบแล้วจะมีผลใช้บังคับเลย” นายเฉลียวกล่าว.

ข่าวการศึกษา ที่มา ไทยรัฐ

 

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เล็งจ้างครูช่างเพิ่มแก้ขาดแคลน ฟุ้งยังไม่ทันเปิดรับเด็ก 7 หมื่นคนแห่เรียน “นริศรา” ชงของบกลางช่วย …

น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า จากการที่จะมีการจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพในเร็วๆนี้ และเพื่อรองรับแนวทางปฏิรูปการศึกษาอาชีวศึกษาที่ยุทธศาสตร์ การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 ด้านการพัฒนาอาชีวศึกษา ทำให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จะต้องเตรียมความพร้อมสถานศึกษาในสังกัด อาทิ การปรับแผนการเรียนการสอน การคัดสรรผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งจะมีการเร่งจัดทำแผนให้ชัดเจนโดยเร็ว เพื่อเดินหน้ายกระดับการเรียนการสอนด้านอาชีวศึกษา ส่วนปัญหาการขาดแคลน ครูช่างประมาณ 20,000 คนนั้น อาจจะต้องจ้างครูช่าง 1,100 คนเข้ามาสอน โดยจะมีการกำหนดแนวทางว่าภายในระยะเวลา 2 ปีนี้จะให้ครูช่างที่จ้างเข้ามาสอนก่อนโดยที่ยังไม่ต้องมีใบประกอบคุณวุฒิวิชาชีพเพื่อแก้ปัญหาไปก่อน

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อว่า สำหรับการรับนักเรียน เข้าเรียนในสถานศึกษาสังกัด สอศ. ปีการศึกษา 2554 ซึ่ง สอศ.ตั้งเป้าจำนวนรับในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จำนวน 265,980 คนนั้น จะเริ่มเปิดรับสมัครเข้าเรียนในวันที่ 12 มี.ค. แต่จากการสำรวจข้อมูลคร่าวๆ มีนักเรียนแจ้งความจำนงไว้ที่จะเข้ามาเรียนที่สถานศึกษาแล้วประมาณ 70,000 กว่าคน ทั้งที่ยังไม่ได้เปิดรับสมัคร แสดงให้เห็นว่าเด็กมีความสนใจที่จะเข้ามาเรียนกันมากขึ้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าการมาเรียนสายนี้ในอนาคตจะมีงานทำ นอกจากนี้ สถานศึกษาต่างๆยังมีการปรับภาพลักษณ์ให้ดีขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเปิดรับสมัครนักเรียนแล้วจะให้แต่ละแห่งรายงานข้อมูลจำนวนการรับว่าเป็นไปตามเป้าที่กำหนดหรือไม่และหากไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เป็นเพราะสาเหตุใดเพื่อที่จะได้ผลักดันให้เด็กมาเรียนสายนี้กันมากขึ้น

ด้าน น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า สอศ.จะต้องรอดูยอดจำนวนผู้ที่จะเข้าเรียนในสถานศึกษา สอศ.และสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชนหลังจากวันที่ 20 มี.ค. หากมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นตามแผนที่รับจะต้องของบประมาณเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 400 กว่าล้าน โดยอาจจะต้องของบประมาณกลางมาก่อน.

ข่าวการศึกษา ที่มา ไทยรัฐ วันที่ 11 มีนาคม 2554

 

ครู 2 หมื่นคนส่อวืดปรับขึ้นเงินเดือน 8%“ชินวรณ์” จี้หารือ กงช.-ก.พ.หาทางออก อาจใช้วิธีปรับพอกเงินเดือน…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากร่าง พ.ร.บ.เงินเดือน เงินวิทยฐานะและเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่…) พ.ศ… ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา 3 วาระรวดไปแล้วตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค. และขั้นตอนจากนี้วุฒิสภาต้องส่งร่าง พ.ร.บ.เงินเดือน เงินวิทยฐานะฯไปให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยและให้มีผลบังคับใช้ต่อไปนั้น ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ได้ตรวจสอบข้อมูลแล้วพบว่าข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาส่วนใหญ่จะได้ปรับเพดานเงินใหม่ 8% แต่จะมีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีเงินเดือนต่ำกว่าเงินเดือนขั้นต่ำตามบัญชีเงินเดือนขั้นสูงขั้นต่ำแนบท้ายร่าง พ.ร.บ. เงินเดือน เงินวิทยฐานะฯ ประมาณ 20,000 คนจะไม่ได้รับการปรับเพดานดังกล่าว แต่ยังได้รับการปรับในส่วนของค่าครองชีพ 5% โดยข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มครูผู้ช่วย อันดับเงินเดือน คศ. 1 คศ. 2 และคศ. 3

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ยอมรับว่าจะมีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาบางกลุ่มไม่ได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนดังกล่าวจริง เนื่องจากกฎหมายไปกำหนดอัตราขั้นสูง ขั้นต่ำเอาไว้ ดังนั้น ตนจึงได้มอบให้สำนักงาน ก.ค.ศ.ไปหารือว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ซึ่งทางออกน่าจะมี 2 แนวทาง ได้แก่
1.ให้มีการปรับพอกหรือค่อยๆปรับเงินเดือนให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากลุ่มนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงอันดับเงินเดือนขั้นต่ำ
2.อาจต้องปรับตัวเลขที่เป็นโครงสร้างเงินเดือนเพื่อให้ได้มีโอกาสได้รับเงินเดือนเท่ากับข้าราชการในส่วนงานอื่นที่ไม่ได้ปรับมาแล้ว 2 ครั้ง อย่างไรก็ตาม สำนักงาน ก.ค.ศ.จะต้องไปหารือในรายละเอียดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งคณะกรรมการเงินเดือนแห่งชาติ (กงช.) และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ว่าจะทำอย่างไร เพราะต้องถือปฏิบัติการปรับเงินเดือนไปในแนวทางเดียวกัน ทั้งนี้ ตนทราบว่าทาง ก.พ.เองก็ใช้วิธีการปรับพอกเงินเดือนแก่ข้าราชการพลเรือนที่เงินเดือนไม่ถึงขั้นต่ำเช่นเดียวกัน.

ข่าวการศึกษา ที่มา ไทยรัฐ วันที่ 9 มีนาคม 2554

 

สพฐ.เปิดสอบบรรจุครู 24 เขตพื้นที่

สพฐ.เตรียมบรรจุนักศึกษาทุนครูหลักสูตร 5 ปี กว่า 2 พันคน ลงร.ร.ในพื้นที่ภูมิลำเนาของเจ้าตัว พร้อมเปิดสอบครูในปีนี้อีก 24 เขตพื้นที่การศึกษา
เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2552 คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เตรียมบรรจุนักเรียนทุนโครงการผลิตครูการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับปริญญาตรี หลักสูตร 5 ปี รุ่นแรกที่เพิ่งจบการศึกษาในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เข้าเป็นครูประจำสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในอำเภอบ้านเกิดของเจ้าตัว ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขผูกผันของโครงการนี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างรอให้สำนักคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ส่งรายชื่อและข้อมูลของนักเรียนทุนซึ่งมีทั้งหมด 2,041 คน มาให้ เพื่อจะได้มอบสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) แต่ละแห่งรับไปดูแล
คุณหญิงกษมา กล่าวอีกว่า นักเรียนทุนทุกคนจะต้องรับการทดสอบเบื้องต้นก่อนบรรจุเป็นครู เช่น การสอบสัมภาษณ์ จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่นักเรียนทุนมีภูลำเนาอยู่ เมื่อผ่านการทดสอบเบื้องต้นแล้ว นักเรียนทุนที่ได้คะแนนทดสอบสูงจะมีสิทธิเลือกลง ร.ร.ก่อน โดย สพฐ.จะพยายามบรรจุนักเรียนทุนลง ร.ร.ที่อยู่ในอำเภอบ้านเกิดของเจ้าตัว แต่หาก ร.ร.ในเขตพื้นที่การศึกษาที่เป็นภูมิลำเนามีตำแหน่งว่างไม่ตรงกับสาขาวิชา เอกของนักศึกษา ก็ให้เปลี่ยนไปบรรจุ ร.ร. ที่อยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาข้างเคียงที่เปิดรับครูตรงตามสาขาวิชาเอกของนัก เรียนทุน แต่ถ้าร.ร.ในเขตพื้นที่การศึกษาข้างเคียงไม่เปิดรับ สพฐ.จะพยายามบรรจุให้อยู่ในภายในจังหวัดกันหรือจังหวัดติดต่อกัน
“สพฐ. ได้สั่งการไปยัง สพท.ทุกแห่ง ให้เร่งสำรวจว่า ร.ร.ในพื้นที่แห่งใดบ้างที่ต้องการครูใหม่ พร้อมเร่งขออนุมัติจากคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ประจำเขตพื้นที่การศึกษาของตัวเอง ออกประกาศรับสมัครนักเรียนทุนเหล่านี้ ภายใน 16 เม.ย.นี้ เพื่อให้ดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ได้เสร็จบรรจุภายใน 15 พ.ค. นี้ สำหรับอัตราที่นำมาบรรจุนักเรียนทุนนั้น กั้นมาจากอัตราที่ได้คืนจากจำนวนครูที่เข้าโครงการเออรี่รีไทม์ในปีที่ผ่าน มา ขอให้นักเรียนทุนที่จบการศึกษาทุกราย เร่งไปขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูโดยเร็ว เพื่อให้ทันกับการบรรจุเป็นครู ทั้งนี้ นักเรียนทุนหลักสูตรครู 5 ปีนั้น จะต้องเป็นผู้ที่เรียนได้ผลการเรียนการเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 2.75 ในทุกภาคเรียน”เลขาธิการกพฐ. กล่าว
คุณหญิงกษมา กล่าวต่อไปว่า สพฐ.ยังเตรียมเปิดสอบบรรจุบุคคลทั่วไปบรรจุเป็นครูในปี 2552 นี้ด้วย โดยมีเขตพื้นที่การศึกษาจำนวน 24 เขต ขอเปิดสอบครูใน 36 วิชา แต่ยังไม่ทราบยอดรวมจำนวนครูที่จะรับ ทั้งนี้ทาง สพฐ.ขอให้เขตพื้นที่ฯที่จะเปิดสอบครู เร่งขออนุญาต อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ ออกประกาศรับสมัครภายใน 16 เม.ย.เช่นกัน แต่ขั้นตอนการสอบบรรจุบุคคลทั่วไปเป็นครูนั้น มีขั้นตอนต่าง ๆ กินเวลามากกว่าการับนักเรียนทุน 5 ปีเป็นครู เพราะฉะนั้น คาดว่า ครูใหม่กลุ่มนี้จะบรรจุได้ในเดือน มิ.ย. อย่างไรก็ตาม ปีนี้ เป็นปีที่ สพฐ.จะสามารถบรรจุครูใหม่ได้มาก เพราะได้อัตราครูเกษียณก่อนกำหนด(เออร์ลี่) คืนมา 12,039 คน และได้อัตราเกษียณตามปกติคืน 5,139 คน