คุรุสภาเล็งออกตั๋วครูแนวใหม่ แย้มต้องให้เข้าทดสอบทุกคน ด้าน “ไชยยศ” แฉมหาวิทยาลัย “อ” ต้นตอปัญหา เตรียมฟันผิดอาญา วอนคนช่วยเป็นพยานแย้มจะช่วยเยียวยา ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา เชื่อยังมีของปลอมอีกอื้อ อัดนโยบายรัฐผิดพลาด เร่งล้างภาพ “จ่ายครบ จบแน่” แถมเสนอ 5 มาตรการไขปัญหา
กรณีคุรุสภาพบมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งขายวุฒิประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครูใน ราคาเรือนหมื่น เพื่อให้ผู้ที่จบสามารถนำไปยื่นขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจากคุรุสภาต่อ จนนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ ต้องสั่งการให้คุรุสภา ในฐานะผู้เสียหาย ส่งเรื่องและหลักฐานไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อตรวจสอบกรณีดังกล่าว เพราะการซื้อขายใบปริญญาเก๊ ซึ่งถือว่าบั่นทอนความเชื่อมั่นของระบบการศึกษาไทย ตามข่าวที่นำเสนอไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 14 เม.ย. นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีที่ นายไชยยศ จิรเมธากร รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยผลการสอบข้อเท็จจริง ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กรณีการซื้อขายใบประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครูในมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งพบว่ามีมูลความจริง และมีนักศึกษา 1,345 คน เข้าข่ายซื้อใบ ป.บัณฑิตวิชาชีพครู ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายการขยายผลจับกุมมหาวิทยาลัยที่มีการซื้อขาย วุฒิปลอม เพื่อดูว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้าง และทำเป็นขบวนการหรือไม่
นายชินวรณ์ กล่าวต่อว่า สำหรับอธิการบดีที่เซ็นกำกับรับรองว่านักศึกษาจบการศึกษาและผ่านการฝึกงาน แต่รายชื่อบัณฑิตเหล่านี้ยังไม่ได้ผ่านการอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัยนั้น ตนได้มอบให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่ สกอ. ตั้งขึ้นและดีเอสไอเข้าไปตรวจสอบหาข้อมูลที่มหาวิทยาลัยให้ละเอียดอีกครั้ง แล้ว ส่วนจะมีบทลงโทษอย่างไรนั้นให้ดูมูลความผิดเป็นรายกรณี ซึ่งตนได้ขอให้นายไชยยศเร่งดำเนินการเรื่องนี้โดยเร็ว ที่สำคัญต้องไม่มีแพะรับบาป โดยตนจะถอนรากถอนโคนไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกในยุคปฏิรูปการศึกษา
ด้าน นายไชยยศ จิรเมธากร รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ขณะนี้มีคนโทรศัพท์เข้ามาสอบถามตนเป็นจำนวนมากว่า มหาวิทยาลัยเอกชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือแห่งนี้มีชื่อว่าอะไร ซึ่งตนจะยังไม่ขอเปิดเผยชื่อในเวลานี้ เนื่องจากเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อนักศึกษาในคณะอื่น ๆ ของมหาวิทยาลัย ที่ สกอ.ยังไม่ได้ตรวจสอบว่ามีการกระทำผิดในลักษณะเดียวกันกับการออกใบ ป.บัณฑิตวิชาชีพครูหรือไม่ และหากนักศึกษาเรียนจบจริง เมื่อไปสมัครงานก็อาจจะถูกตัดสิทธิได้ เพราะนายจ้างอาจจะไม่มั่นใจ ดังนั้นจึงบอกได้เพียงว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้มีอักษรย่อ “อ”
“ผมขอวิงวอนให้นักศึกษา และผู้ปกครองที่ไม่ได้เรียนจริง แต่มีใบ ป.บัณฑิตหรือใบปริญญา ออกมาเปิดเผยตัวและเป็นพยาน เพื่อดำเนินคดีทางกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญา โดยขณะเดียวกันก็จะได้กันนักศึกษาที่ให้ความร่วมมือไว้เป็นพยานและจะกำหนด หลักเกณฑ์ในการเยียวยานักศึกษากลุ่มนี้ต่อไป อย่างไรก็ตามหากหลังจากนี้มีนักศึกษาที่ไม่มาแสดงตัว แต่นำเอกสารดังกล่าวไปใช้ อาจถูกภาครัฐและนายจ้างดำเนินคดีในภายหลังได้ ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้น ศธ.เองก็คงช่วยอะไรไม่ได้แล้ว ส่วนเรื่องการเข้าไปเทคโอเวอร์
มหาวิทยาลัยคงต้องขอดูรายละเอียดความผิดของมหาวิทยาลัยก่อน แต่เบื้องต้นชัดเจนแล้วว่ามีความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารและการจัดการเรียนการ สอนไม่เป็นไปตามมาตรฐานของ สกอ.” นายไชยยศ กล่าว
ด้าน ดร.ดิเรก พรสีมา ประธานคณะกรรมการคุรุสภา กล่าวว่า ก่อนหน้านี้คุรุสภาเคยกำหนดว่าจะปรับปรุงข้อบังคับการขอขึ้นทะเบียนรับใบ อนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาใหม่ โดยจะให้ผู้มาขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตฯ ทุกคนไม่ว่าจะจบจากสถาบันใดจะต้องเข้ารับการทดสอบด้วยข้อสอบของคุรุสภา หากได้คะแนนตามเกณฑ์ถึงจะได้รับใบอนุญาตฯ ซึ่งคาดว่าจะมีผลใช้บังคับในปี 2557 จากเดิมที่ผู้จบการศึกษาจากสถาบันที่ใช้หลักสูตรคุรุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ซึ่งได้รับการรับรองจากคุรุสภาแล้ว สามารถนำหลักฐานมาขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตฯ ได้เลย จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่าสถาบันจัดการเรียนการสอนได้มาตรฐานที่ขออนุมัติไว้ หรือไม่
ดร.ดิเรก กล่าวต่อว่า การประชุมคณะกรรมการคุรุสภา วันที่ 21 เม.ย.นี้ ตนจะหารือต่อที่ประชุมว่าควรจะรีบแก้ไขข้อบังคับให้คุรุสภาเป็นผู้ดูแล มาตรฐานความรู้ด้วยตนเองโดยเร็ว พร้อมทั้งให้ผู้ขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตฯ ทุกคนเข้าทดสอบ โดยทำข้อสอบของคุรุสภาเร็วขึ้นจากกำหนดเดิมในปี 2557 เป็นในปี 2555 ส่วนในปี 2554 อาจจะนำข้อสอบบางส่วนมานำร่องให้นักศึกษาครูมาทดสอบวัดความรู้ก่อนในปี นี้
ในส่วนของนายองค์กร อมรสิรินันท์ เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า คุรุสภามีรายชื่อผู้จบ ป.บัณฑิตฯ ทั้ง 1,349 คนแล้ว หลังจากนี้จะลงพื้นที่ตรวจสอบเป็นรายบุคคล ซึ่งหากพบว่ากระบวนการได้ใบ ป.บัณฑิตวิชาชีพครู ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่คุรุสภากำหนด เช่น ไม่ได้ฝึกงานภาคปฏิบัติในโรงเรียน หรือไม่ได้เข้าเรียน เป็นต้น ทางคุรุสภาจะเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูทันที ทั้งนี้จะพยายามเร่งดำเนินการเรื่องนี้ให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว แต่ขณะนี้ยังติดปัญหาโรงเรียนปิดภาคเรียนจึงทำให้ไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบยัง โรงเรียนว่ามีนักศึกษาที่จบจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้มาฝึกงานภาคปฏิบัติจริง หรือไม่ แต่คาดว่าหลังจากเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 แล้วในช่วงประมาณเดือน พ.ค.นี้ กระบวนการตรวจสอบจะเสร็จสิ้นแน่นอน
“ที่ผ่านมาเราให้เกียรติและเชื่อใจมหาวิทยาลัย เมื่อส่งรายชื่อผู้สำเร็จการศึกษามา เราก็ออกใบอนุญาตฯ ให้ แต่หลังจากนี้เมื่อมีตัวอย่างเกิดขึ้นให้เห็น คุรุสภาคงต้องพิจารณาให้รอบคอบมากขึ้น และต้องรีบนำหลักเกณฑ์การขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตฯ รูปแบบใหม่ ซึ่งกำหนดว่าผู้ขอรับทุกคนจะต้องทำข้อสอบของคุรุสภา หากได้คะแนนถึงเกณฑ์ที่คุรุสภากำหนด ทางคุรุสภาก็จะออกใบอนุญาตฯ ให้ โดยจากเดิมจะเริ่มใช้หลักเกณฑ์นี้ในปี 2557 แต่เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้นก็จะทบทวนการใช้หลักเกณฑ์นี้ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม ซึ่งหากเป็นไปได้จะเริ่มในปี 2555 เลยก็ได้” นายองค์กร กล่าว
สำหรับ นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ ส.ว. นครศรีธรรมราช ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา กล่าวว่า ปัญหาการปลอมวุฒิการศึกษาเป็นปัญหาใกล้เคียงเชื่อมโยงกับการศึกษาที่ไม่มี คุณภาพ ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลจะต้องเร่งเข้าไปดูแลแก้ไข ดังนั้นในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาฯ จึงขอเสนอทางออกให้กับรัฐบาล 5 ข้อ ดังนี้ 1. รัฐบาลควรจะเปิดศูนย์รับข้อมูลเหล่านี้ 2. เมื่อตรวจสอบพบว่าปลอมปริญญาจริง ขอเรียกร้องให้รัฐบาลต้องดำเนินการให้ถึงที่สุดทั้งทางคดีอาญาและการบริหาร โดย สกอ.อาจต้องให้คณะวิชาประกาศงดรับนักศึกษาในภาคศึกษาใหม่และหากความผิด รุนแรงต้องลงโทษถึงปิดคณะไปเลย
นายสิริวัฒน์ กล่าวต่อว่า 3. นโยบายการที่ให้เอกชนช่วยรัฐบาลจัดการการศึกษาถือเป็นนโยบายที่ดี จึงควรสนับสนุนในเรื่องของบประมาณ เพื่อให้เอกชนเข้มแข็งพึ่งพาตัวเองได้ มิเช่นนั้นสถาบันฯ คงต้องไปเน้นหาเงินจากผู้เรียนโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ เพราะเดี๋ยวนี้มีบางมหาวิทยาลัยเอกชนกล่าวว่า “จ่ายครบ จบแน่” 4. ผลิตครูให้สอดคล้องกับตำแหน่งที่ต้องการในระบบ และ 5. ขอให้รัฐฯ ตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยความระมัดระวังมิเช่นนั้นจะกลายเป็นการกลั่นแกล้งทาง การเมือง เพราะช่วงนี้ใกล้เลือกตั้งด้วย.
ข่าวการศึกษา ที่มา เดลินิวส์


